18/04/2021

SongkhlaFocus Unlimited Transmission

เกษตรฯ แนะวิธีฟื้นฟูสวนหลังน้ำลด มอบพันธุ์พืชส่งสุขปีใหม่ ให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกร


นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินสไลด์ และวาตภัยในพื้นที่ภาคใต้ ช่วงวันที่ 25 พฤศจิกายนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนราษฎรเสียหาย ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก และนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้สั่งการไปยังเกษตรจังหวัดทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ

สำรวจความเสียหาย และเตรียมการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรโดยเร็วที่สุด พบว่าขณะนี้พี่น้องเกษตรกรประสบภัยพิบัติด้านพืช จำนวน 8 จังหวัด 77 อำเภอ 509 ตำบล 3,878 หมู่บ้าน ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ตรัง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน 265,360 ครัวเรือน พื้นที่คาดว่าจะเสียหายรวม 744,571 ไร่ จำแนกเป็น ข้าว 114,341 ไร่ พืชไร่ 11,353 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 618,877 ไร่ และจากสภาพน้ำท่วมขังดังกล่าวทำให้ดินขาดออกซิเจนที่รากพืชจำเป็นต้องใช้ในการหายใจ เกิดการสะสมขอคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะน้ำท่วมอินทรียวัตถุในดินเศษพืชและสัตว์ต่างๆ จะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลาย

ทำให้เกิดก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อรากไม้ผล ส่งผลให้ประสิทธิภาพ การดูดน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ลดลง รากพืชและลำต้นจะอ่อนแอง่ายต่อการที่โรคและแมลงจะเข้าทำลาย อาจจะทำให้ไม้ผลบางชนิดล้มได้


กรมส่งเสริมการเกษตรมีแนวทางในการฟื้นฟูสวนผลไม้ ไม้ยืนต้นให้เกษตรกรนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง หลังจากที่น้ำลดลง ดังนี้ ทำการเสริมคันดิน ให้มีความสูงและความแข็งแรง ต้านทานน้ำ จากภายนอก โดยยกขอบแปลงเป็นคันดินให้สูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมไม่ต่ำกว่า 50 cm พร้อมทั้งเตรียมเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำออกจากสวน ทำทางระบายน้ำโดยใช้พลั่วดึงเศษพืช และดินเลนทับถมออกให้หมดและขุดร่องระบายน้ำให้ลึกเพื่อช่วยให้ดินในสวนไม้ผลแห้งเร็วยิ่งขึ้น ส่วนการปรับปรุงบำรุงดิน นั้นมีหลักการ ดังนี้ 1) ขณะที่ดินยังเปียกอยู่ห้ามนำเครื่องจักรกล เข้าไปดำเนินการในสวนหลังน้ำลด รวมทั้งบุคคลและสัตว์เลี้ยง เพราะจะทำให้โครงสร้างดินถูกทำลาย 2) เมื่อดินแห้ง ให้ขุดเอาดิน ทราย หรือตะกอนต่างๆ ในแปลงออก และพรวนดิน เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช ทำการค้ำยัน/พยุงต้นไม้ผลที่เอนหรือล้ม โดยใช้ไม้ยาวๆ ค้ำ หรือใช้เชือกผูกตรึงกับต้นไม้ ทำการตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มหลังน้ำลด เมื่อดินเริ่มแห้งเกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่มออก จะทำให้ทรงพุ่มโปร่ง เป็นวิธีที่จะช่วยลดการคายน้ำของพืชและเร่งให้พืชแตกใบใหม่เร็วขึ้น หากมีต้นไม้โค่นล้ม ควรทำการตัดแต่งกิ่ง และนำไม้ค้ำยันต้นไว้รอบด้าน หรือหากต้นไม้มีผลติดอยู่ ให้ตัดผลออก เพื่อไม่ให้แย่งสารอาหารจากรากและลำต้นได้ การฟื้นฟูความสมบูรณ์ของต้นไม้ โดยการให้ปุ๋ยทางใบ อาจใช้ปุ๋ยสูตรน้ำ 12-12-12 หรือ 12-9-6 หรือใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21-21-21 หรือ 16-21-27 ละลายน้ำฉีดพ่น ทำการให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ใส่ในร่องที่ขุดดินรอบๆ ทรงพุ่ม ขนาดร่องกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 15 เซนติเมตร หรือใส่ที่โคนใต้ต้น ในกรณีที่ต้นยังเล็ก การป้องกันและกำจัดโรค/ศัตรูพืช โดยวิธีการราด หรือทาโคนต้นไม้ด้วยสารเคมีป้องกันเชื้อรา หรือสารชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโครเดอร์มา นอกจากนี้ หากพบว่ามีต้นไม้ที่ยืนต้นตายไปบางส่วนให้ใช้วิธีการปลูกซ่อมแซมเพื่อทดแทน และควรจัดการสวนให้ ถูกวิธีอย่างต่อเนื่อง


สำหรับกิจกรรมวันนี้เป็นการส่งมอบความสุข ก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่ และให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกร ซึ่งประสบภัยพิบัติในพื้นที่อำเภอรัตภูมิ และอำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา โดยการมอบพันธุ์พืชผักสวนครัวระยะสั้น เพื่อให้เกษตรกรเพาะปลูกเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้ช่วงฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร และมอบเชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อควบคุม กำจัดโรคพืชที่มากับน้ำ และจะช่วยให้ต้นพืชมีความแข็งแรงทั้งนี้ในการผลิตพืชแต่ละชนิด ควรวางแผน ให้เหมาะสม และมีข้อมูลเพื่อประกอบการผลิตที่ชัดเจน พื้นที่ใด ที่เป็นที่ลุ่มและน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี ควรมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่โดยการขุดคู ยกร่อง และปลูกพืชที่เหมาะสม ที่สำคัญเกษตรกรต้องแจ้งขึ้นและปรับปรุงข้อมูลทะเบียน

เกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน เพราะจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพัฒนาการเกษตรและสิทธิที่เกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการต่างๆ ของภาครัฐต่อไป วันนี้ก็ต้องขอขอบคุณศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ที่ได้สนับสนุนพันธุ์พืชผัก และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา สำนักงานเกษตรอำเภอ รวมถึงหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในครั้งนี้ และในพื้นที่อีก 7 จังหวัด ก็จะมีการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน นายสุพิท กล่าวทิ้งท้าย


ด้านนายวิชัย ศรีสมโภชน์ เกษตรจังหวัดสงขลา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จังหวัดสงขลา ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 11 อำเภอ 84 ตำบล 414 หมู่บ้าน เกษตรกร 15,940 ครัวเรือน โดยได้แจ้งให้เกษตรอำเภอในพื้นที่ประสบภัยทั้งหมด เร่งสำรวจความเสียหายและวางแผนการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทันที ทั้งการดำเนินการตามมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีเสียหาย สิ้นเชิง โดยถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 โดยมีหลักเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย ตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าวอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่น ๆ อัตรา ไร่ละ 1,690 บาท ซึ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ แล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่าง รับแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) จากเกษตรกร ซึ่งเกษตรต้องให้ผู้นำรับรอง จากนั้นจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร และพื้นที่เสียหายจริง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป และให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรพร้อมทั้งให้คำแนะนำในการดูแลฟื้นฟูสวนและพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลด ทั้งนี้หากเกษตรกรมีข้อสงสัยหรือขอความช่วยเหลือสามารถขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้าน


งานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา
17 ธันวาคม 2563

You may also like