18/05/2021

สงขลาโฟกัส "ข่าวใกล้ตัว สื่อรอบด้าน สร้างสรรค์"

สร้างชุมชนอย่างยั่งยืน ด้วยการ “คืนชีวิต” ณ ธนาคารปู

“การที่เราทำประมงสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ คือ ต้องดูอาการของสัตว์น้ำด้วย”

นายชำนาญ มานิล หรือ ‘น้านาญ’ “คนสงขลาต้นแบบ” ประจำปี 2563 ในเขตอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ชายผู้ผันตัวจากผู้ล่ามาเป็นผู้ให้ชีวิต สร้างชีวิตให้กับเพื่อนร่วมโลกอย่าง “ปู” มานับกว่าล้านตัว

น้านาญ ได้เล่าว่า ตนเคยเป็นชาวประมงผู้ล่าแห่งท้องทะเล ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่อำเภอระโนด ใช้ชีวิตท่องทะเลและประกอบอาชีพนี้มาอย่างยาวนาน จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้ามายังฝั่งสงขลา บริเวณหัวเขา อำเภอสิงหนคร

“ช่วงหนึ่งมาอยู่สงขลา ที่เข้ามากเพราะปูที่ระโนดลดน้อยลง เข้ามาท่าเรือสงขลาก็มาเจอปูที่บริเวณข้างเกาะหนูเยอะเลย ซึ่งตอนนั้นคนสงขลาไม่ได้ทำประมงเรื่องปูก็จะหาพวกปลากระบอกในปากน้ำทะเลสาบ ซึ่งเราก็สามารถจับได้เยอะเมื่อจับได้เยอะคนสงขลาเขาก็เห็นว่าเป็นรายได้ที่โอเค มันได้ทุกวัน เขาก็สร้างอวนบ้างสร้างลอบบ้าง เรือประมงพาณิชย์จากแม่กลองก็เข้ามาจับที่นี่ด้วยได้วันนึงกว่า 4-5 ร้อยโล นานวันเข้าเริ่มมีแพปู สะพานปลาสร้างขึ้นมา คราวนี้เรือพาณิชย์ก็หา เรือประมงก็หา ประมงพื้นบ้านก็จับ มันก็มีผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง ฤดูกาลธรรมชาติเมื่อก่อนก็จะเป๊ะๆ อยู่ตลอด หลังจากนั้นมันก็เปลี่ยนไป อย่างช่วงเดือนเมษายนบางทีก็น้ำท่วม ธรรมชาติมันเปลี่ยนก็ทำให้สัตว์น้ำลดลงไปด้วย จากที่ออกลูกมาตัวเล็กๆ พอโดนน้ำจืดก็ตายหมด กลายเป็นทั้งธรรมชาติและผู้ล่าต่างก็ทำลายทรัพยากรตรงนี้หมด”

“หลังจากนั้นประมาณปี 51-52 ก็หมด จากที่เคยจับกันได้ดี ทะเลก็เริ่มจะวิกฤติ ปลาทูก็หมด กุ้งก็หมด ปูก็หมด สรุปสุดท้ายทรัพยากรพวกนี้มันก็หมด ก็คือ เราก็เช็กทั้งตะวันตก อันดามัน และอ่าวไทยรู้สึกมันจะหมดพร้อมๆ กัน ธรรมชาติมันก็เปลี่ยนพร้อมกันอยู่แล้ว ทีนี้ฝั่งอ่าวไทยประกอบอาชีพแบบนี้ได้เยอะ อันดามันก็ต้องทำ ถ้าอันดามันได้แบบไหนเยอะ อ่าวไทยก็ต้องทำ คือตามกันชาวประมงเขาจะเรียนรู้ตามกัน ทีนี้มันมีแต่นักล่าแล้วก็ทำลายอย่างเดียว เลยคิดว่าน่าจะทำเรื่อง ‘ธนาคารปู’ ดีกว่า”

การทำ ‘ธนาคารปู’ ได้ความร่วมมือจาก นายอนันต์ มานิล หรือลุงนันต์ อดีตประธานกลุ่มโครงการเพาะพันธ์ุลูกปูม้าคืนสู่ธรรมชาติ พี่ชายแท้ๆ ผู้ริเริ่มความคิดที่อยากจะเริ่มอนุรักษ์และคืนชีวิตให้สู่ท้องทะเล

“การทำธนาคารปูของเรา คือ ทำไม่ให้เหมือนกับที่แล้วๆ มา คือมันมี 2 แบบ 1) แบบกะชัง/แบบคอนโด โดยเอาแม่ปูใส่ไป ให้ไข่เองแบบธรรมชาติ และ 2) แบบโรงเพาะฟัก หากถามว่าโรงเพาะฟักจำเป็นตรงไหน นั่นก็เพราะ โรงเพาะฟักเป็นสิ่งที่เผยแพร่ได้ เพราะ เราเอามาฟักข้างบนจะได้เห็นลักษณะรูปการณ์ แล้วก็ปล่อย แล้วก็ติดตาม มันทำได้หมด พอทำได้หมดก็เลยคุยกับลุงนันต์ ว่า ถ้าทำโรงเพาะฟักมันจะชัดเจนขึ้น คนอื่นจะได้ทำบ้าง จะได้เห็นและได้ทำด้วย คือ สร้างจิตสำนึกในการมองภาพให้เห็น”

ซึ่งระยะเวลาที่ได้เริ่มทำตรงจุดนี้ น้านาญ กล่าวไว้ว่า

“ก็ตั้งแต่ปี 2553 มา ก็ตอนนั้นในเรื่องธนาคารปูมันก็มีไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะว่าข่าวมันก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี โซเชี่ยลก็ยังไม่มี ตอนนั้นคนรู้กันแต่ภายในเล็กๆ น้อยๆ มันก็ไม่มีโทรศัพท์ที่สามารถลงเฟสบุ๊ก ลงไลน์เหมือนอย่างสมัยนี้ไม่มี นอกจากว่าพอรู้ข่าวทางอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือว่าคนรอบข้างต่างๆ คนที่ได้รู้จักกัน
เขามาดู พอมาดูทีนี้ทางมหาวิทยาลัย หรือว่าคนที่เขาอยู่ข้างนอกเขามาดู เขาก็ไปบอกต่อจนคนเข้ามาดูเยอะ หลังจากนั้นก็มีการไถ่ถามว่าปล่อยแล้วเป็นอย่างไร โอกาสโตเป็นอย่างไร เราคนที่ทำก็รู้แล้วว่าต่อไปมันก็เป็นปูนั่นแหละ มันก็โต แต่คนที่มาไม่เคยรู้เคยเห็นหรือว่าคนที่อยากดู อยากรู้อยากเห็น ก็ต้องการรู้ เขาอยากรู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง ก็เลยคิดว่าเราคงหยุดแค่นี้ไม่ได้แล้ว จัดการทดลองในทะเลให้มันมีขึ้นมา ให้เห็นได้ชัดว่าปล่อยปูแล้วก็มีลูกปูขึ้น แต่สิ่งที่อยากให้ชัดกว่านี้ก็คือว่าต้องรู้ว่าปูมันโตอย่างไร พอรู้ว่าโตอย่างไรก็ต้องศึกษาต่ออนุบาลเองทำเอง พยายามศึกษาในอินเตอร์เน็ตบ้าง ถามผู้รู้บ้าง ถามประมงบ้าง”

ประโยชน์ของการเพาะฟักลูกปู คือ การคืนสู่ชุมชนอย่างคุ้มค่า โดยความเสียสละของผู้นำและสมาชิกกลุ่มประมงพื้นบ้าน ป.ทรัพย์​อนันต์​ ตลอดจนความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในการแสวงหาองค์ความรู้ พัฒนาเทคนิคการเพาะฟักลูกปู ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้มากกว่าปีละ 150 ล้านตัว ปูที่ได้จะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเท่านั้นไม่ขายให้ไปเพาะเลี้ยงต่อ ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนคือปริมาณปูที่ชาวบ้านจับได้เพิ่มขึ้นหลังการปล่อย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นของคนในชุมชน การคืนกลับให้ธรรมชาติอย่างสมดุล

ซึ่งการเริ่มตระหนักถึงปัญหาความเสื่อมโทรมและลดลงของจำนวนปูม้า เป็นที่มาสำคัญให้เกิดโครงการเพาะฟักขึ้น ด้วยการรวมตัวกันของกลุ่ม ป.ทรัพย์อนันต์

“เมื่อก่อนเรามีสมาชิกอยู่ในกลุ่ม ป.ทรัพย์อนันต์ 200 กว่าคน จากอำเภอเทพาถึงอำเภอระโนด แต่เนื่องด้วยเราไม่ได้มีการกระจายอะไรเลย ก็เลยบอกทุกคนว่าใครอยากจะไปอยู่บ้านตัวเอง อยากไปตั้งกลุ่มเอง เดี๋ยวเราจะช่วยต่อ คือไม่อยู่เป็นสมาชิกแต่เป็นเครือข่าย ใครมีปัญหาขาดเหลืออะไรเราก็ตามไปช่วยร่วมกับทางบริษัท ปตท.สผ. นี่คือความเป็นมาที่เราได้อยู่มาจนถึง ณ ปัจจุบัน หลังจากนั้นก็มีหน่วยงานของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมประมง และเจ้าท่า หลายๆ บริษัทที่เข้ามาสนับสนุนเหมือนกัน พอมันเดินหน้าได้แล้วก็มีคนเข้ามา ครั้งแรกที่เราเดินหน้าไม่ได้ เราก็ไม่ได้ต้องการงบประมาณอะไรเยอะแยะที่จะมาทำ แต่ในเมื่อถ้าทำแล้วเกิดประโยชน์สูงสุด เกิดประโยชน์มากขึ้นกับสังคมกับชุมชนใครก็ได้ที่อยากมาช่วยเราเรายินดีมาช่วยเป็นตัวประสานงานให้ก็ได้ คือ เราคิดว่าสังคมนี้ถ้ายังมีการแบ่งปันกันอยู่ มันโอเคกว่าอะไรอะไรมันก็จะพัฒนาไปได้เร็วกว่า ถ้าเราไม่มีการแบ่งปัน ถามว่าตรงจุดอื่นล่ะ ถ้าเราไม่ช่วยกันขับเคลื่อนตรงนี้เขาไม่รู้จะไปได้ถึงไหน อีกอย่างเขาเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักเราก็พยามหาหน่วยงานเพื่อให้เข้าไปรู้จักเขาไปช่วยเขาด้วยความจริงใจ”

น้านาญ ผู้ที่ดำรงตนในอาชีพชาวประมงมาอย่างยาวนาน เข้าใจดีเป็นอย่างยิ่งถึงบทบาทและสถานภาพของผู้ประกอบอาชีพนี้ จึงทำให้มีความคิดที่อยากจะช่วยเหลือ เผยแพร่องค์ความรู้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบอาชีพนี้ ด้วยความเชื่อที่ว่าหากสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวประมงได้แล้ว ก็จะมีความต่อเนื่องส่งผลให้คุณภาพชุมชนเติบโต

“อย่างชาวประมงส่วนมากเขาจะมองข้าม หน่วยงานไม่ค่อยได้ช่วยเหลือ คนเรือเป็นอาชีพที่ไม่เหมือนชาวนา ชาวนาเดี๋ยวคนโน้นคนนี้ก็ช่วย แต่ชาวประมงจะถูกทอดทิ้งเยอะ ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องบอกชาวประมงว่า ถ้าคุณอยากให้เขามองเห็นคุณ คุณก็ทำให้เขารู้จักคุณสิ รู้จักด้านไหนล่ะ ไม่ใช่รู้จักแต่ว่าคุณจับปลาเก่ง แต่ให้เขาได้รู้จักคุณที่เก่งทั้งการจับและให้ด้วย คือ ฟื้นฟูดูแลรักษาปกป้อง ใครๆ ก็อยากช่วยคุณ เพราะคนที่ช่วยคุณไม่ใช่คนล่าแต่เป็นคนบริโภค ในเมื่อคุณสร้างทรัพยากรแบบนี้ได้ คนพวกนี้เขาก็ต้องพึ่งคุณอยู่แล้ว เพราะถ้าวันหนึ่งเขาไม่พึ่งคุณ โรงงานเขาก็อยู่ไม่ได้”

“นำความรู้มอบให้กับชุมชน สร้างจิตสำนึกให้กับกลุ่มคนต่างๆ ‘ธนาคารปู’ เป็นจุดหนึ่งที่มีส่วนสร้างจิตสำนึก และสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน เพราะเมื่อมีธนาคารปู ก็มีกลุ่มด้วย ภายในกลุ่มต้องมีจิตสาธารณะ แล้วทำอะไรบ้าง ก็ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เก็บขยะ ดูแลสิ่งแวดล้อม และปลูกป่าด้วย ในเมื่อเรามีกลุ่มองค์กรที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์การฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลแล้ว เราก็มีโดยการเชิญชวนกลุ่มนักเรียนบ้าง กลุ่มนักท่องเที่ยวบ้าง มาแล้วได้ทำอะไร ก็ปล่อยปู ปลูกป่า ป่าก็ได้ประโยชน์​อีกทางหนึ่ง แล้วก็มีเก็บขยะด้วย ซึ่งทำให้ชุมชนก็พัฒนาขึ้นดูดีขึ้น สุดท้ายเราไม่ต้องไปไหนไกล หากินในบ้านเราก็ได้ในเมื่อบ้านเราทรัพยากรดีบ้านเราสะอาดร่มรื่น นักท่องเที่ยวก็เข้ามาบ้านเราอีก และนี่คือสิ่งที่เราพยายามจัดการเพื่อชุมชน”

แม้ ‘น้านาญ’ จะไม่ใช่คนสิงหนครโดยดั้งเดิม แต่ด้วยความรักและสำนึกในสถานที่ที่ตนประกอบอาชีพ ในท้องทะเลที่ตนได้ใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ทำให้ น้านาญ สามารถที่จะผลักดันให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่ให้ชีวิต ให้ความรู้ สร้างคน สร้างอาชีพ และสร้างชื่อเสียงเป็นที่มาให้คนเข้าไปศึกษาเรียนรู้ และท่องเที่ยวในเชิงนิเวศน์ ก่อให้เกิดจิตสำนึกที่ดีกับประชาชนโดยทั่วไป และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักอนุรักษ์ในรุ่นต่อๆ ไปได้มีไฟในการรักษา และสืบสานต่อไปในอนาคต

เหตุนี้เองจึงทำให้ ‘น้านาญ’ นายชำนาญ มานิล ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ “คนสงขลาต้นแบบ” ประจำปี 2563 เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนความดีที่ได้ปฏิบัติมาอย่างตลอด และเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าในฐานะของ “ผู้ให้” อย่างแท้จริง

You may also like