06/05/2021

ข่าวใกล้ตัว สื่อรอบด้าน สร้างสรรค์

เปิดประวัติ “วัดเลียบ” วัดเก่าคู่บุญเมืองสงขลา

สำหรับการพบพระพุทธรูปทองคำในวัดเลียบนั้น ประชาชนมากมายที่กำลังให้ความสนใจอยู่กับเรื่องดังกล่าว โดยส่วนใหญ่ก็น่าจะมีความคุ้นชิน เคยผ่านหูผ่านตากับวัดเลียบมาบ้างแล้ว แต่ถึงกระนั้นเอง ก็ยังมีประชาชนอีกมากที่ยังไม่ได้รับรู้ถึงความเป็นมาของวัดมากเพียงพอ

วัดเลียบ ตั้งอยู่ที่ ถนนสงขลาบุรี ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา มีเนื้อที่วัดประมาณ 4 ไร่ 3 งาน 64.9 ตารางวา ตามเอกสารโฉนดที่ดิน โดยวัดเลียบนั้นตามประวัติได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2320 ตรงกับสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งอาณาจักรกรุงธนบุรี

โดยในการนี้ ทางวิทยากรผู้รู้จาก “สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา” ได้ให้ข้อมูลของวัดเลียบ ไว้ว่า

“ตามข้อมูลทะเบียนวัด บอกว่าสร้างขึ้นเป็นวัดในปี พ.ศ.2320 ก็ถือว่ายังไม่มีกรุงรัตนโกสินทร์เลย ตามประวัติเขาว่ามาแบบนี้ แต่ว่าข้อเท็จจริงต้องไปค้นหาข้อมูลลึกกว่านั้นอีก เพราะสมัยก่อนการบันทึกเรื่องราวมันยังมีไม่แพร่หลาย กรณีที่ไม่ใช่วัดหลวง อันนี้เป็นแค่เพียงเบื้องต้น ซึ่งตัววัดเองมาได้รับพระราชทาน ‘วิสุงคามสีมา’ ในทีหลัง ประมาณปี พ.ศ.2471”

“การได้รับพระราชทาน ‘วิสุงคามสีมา’ คือ ทางวัดได้ขออนุญาตจากพระมหากษัตริย์ เพื่อที่จะก่อสร้างอาคารไว้สำหรับทำอุโบสถ และทางพระมหากษัตริย์ก็จะมีเป็นหมายบอกหรือเป็นหนังสือ ว่าจะพระราชทานให้ จำนวนพื้นที่เท่าไหร่ ถ้าเป็นสมัยก่อนจะวัดเป็นวาเป็นศอก ซึ่งก็คือ ได้รับพระราชทาน ‘วิสุงคามสีมา’ ตอนปี พ.ศ.2471 ก็สมัยช่วงรัชกาลที่ 7 โดยประมาณ แต่สิ่งสำคัญที่สุดของวัด คือ ตัวโบสถ์ที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2519 เอง ตัวโบสถ์ไม่ได้เก่า แต่ข้อที่น่าสนใจของวัดนี้คือ มันมีการใช้พื้นที่ก่อตั้งวัดมาแล้วอย่างน้อยก็ช่วงรัชกาลที่ 3 แต่รายละเอียดเกี่ยวกับตัววัดอันนี้ไม่ทราบ เพราะว่า ตัวแผนที่ของสมัยรัชกาลที่ 3 ช่วงที่โปรดให้มีการทำแผนที่เขตเมืองสงขลาเก่าฝั่งบ่อยาง มีปรากฏชื่อวัดเลียบอยู่แล้ว แนบตามหนังสือทะเบียนวัดก็คือ พ.ศ.2320 โดยประมาณ”

“อันนี้ในส่วนของข้อมูลจากกรมการทางศาสนาเขาแจ้งไว้อย่างนี้ และเรียงลำดับมาจนสร้างเป็นวัด เมื่อ พ.ศ. 2320 แต่ ได้รับพระราชทาน ‘วิสุงคามสีมา’ ปี พ.ศ.2471 เริ่มต้น คือ มีประวัติข้อมูลว่า วัดมีความเก่าแก่อย่างน้อยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา แต่ประวัติทะเบียนวัด เขาสืบค้นไปได้ไกลกว่านั้น คือ พ.ศ.2320 ยังไม่ได้เริ่มก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เลย ซึ่งดูแล้วอันนี้น่าจะเป็นข้อมูลที่สอดคล้องกันอยู่ ต่อมาเข้าใจว่าอาคาร พวกสิ่งก่อสร้างในวัดต่างๆ คงจะเป็นอาคารที่ไม่ได้สร้างด้วยวัสดุถาวร จะสร้างด้วยไม้เป็นหลัก แต่มีปรากฏข้อมูลอีก คือ ได้รับพระราชทาน ‘วิสุงคามสีมา’ ก็คือได้รับอนุญาตจากพระมหากษัตริย์ในการก่อสร้างอุโบสถเพื่อให้พระสงฆ์ได้ทำสังฆกรรมก็วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2471 แต่ได้รับพระราชทานตอนนั้นยังไม่สามารถสร้างให้เสร็จได้เลยในทันที เพราะว่าทางวัดต้องรอเงินบริจาคหรืออะไรที่จะจัดสร้างให้เสร็จสมบูรณ์ ก็ปรากฏว่าตัวอาคารอุโบสถได้สร้างจริงๆ ก็คือคล้อยมาถึงปี พ.ศ.2519 แล้ว โดยลักษณะโครงสร้างก็เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กแล้ว ก็คือเป็นสมัยใหม่แล้วอันนี้ตัวสิ่งสำคัญที่สุดของวัดก็คือโบสถ์ แต่ว่าส่วนประกอบอื่นๆ ก็คงจะสร้างในช่วงเวลาเดียวกันกับโบสถ์ หรืออาจจะหลังกว่านั้นอีก มีการลดเพิ่มจำนวนของสิ่งก่อสร้างอะไรอีก แต่ในส่วนของอาคารห้องสมุดที่เขาเพิ่งจะซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ หรืออะไรไปที่พูดถึงการพบ ‘พระทองคำ’ เมื่อก่อนมันเป็นห้องสมุดของ ‘โรงเรียนพระปริยัติพิธรรม’ วัดเลียบซึ่งอาคารมีลักษณะเป็นครึ่งตึกครึ่งไม้ ชั้นล่างเป็นปูน ข้างบนเป็นไม้ มีประวัติว่าสร้างอาคารมาเมื่อสมัย พ.ศ.2476 ตรงกับปีระกาตามป้าย ซึ่ง ณ สภาพปัจจุบันของที่เก่าที่สุดในวัดก็น่าจะเป็นอาคารหลังนี้ เพราะว่าเท่าที่เคยไปเดินสำรวจดูในวัด ก็มีอาคารหลังนี้ที่ดูเก่าสุด และหอระฆังอีกอย่าง ก็ไม่ได้บอกประวัติว่าสร้างหอระฆังไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่แต่คิดว่าคงก่อนหน้านี้ไปอีก แต่มาซ่อมแซมใหม่ในปี พ.ศ.2555 โดยประมาณ”

โดยหากจะพูดถึงในเรื่องของความสำคัญต่อย่านชุมชนและผู้คนแล้ว วัดเลียบ ก็ถือเป็นสถานที่ประกิบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่อย่างสม่ำเสมอ และมีพุทธศาสนิกชนให้ความสำคัญและเดินทางมาที่นี่เสมอ เรียกได้ว่า วัดเลียบเป็นเสมือนโรงเรียนศาสนาของชาวอำเภอเมืองสงขลาเลยก็ว่าได้

“สำหรับวัดเลียบเป็นวัดที่อยู่ในเมืองสงขลาที่ใครๆ ก็รู้จักโดยมีต้นเลียบเป็นสัญลักษณ์ วัดเลียบมีอายุเกือบสองร้อยปี แต่ปรากฎว่าเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว โดน ‘ความชรา’ เข้ามาทำให้ไม่สามารถจะรักษาไว้ได้ ซึ่งวัดเลียบสร้างขึ้นมาตามปรากฎในประวัติ พ.ศ.2320 จำได้ง่ายเพราะเป็นช่วงหลังจากเสียกรุง 10 ปี สมัยกรุงศรีอยุธยา”

นายบันเทิง สุวรรณมณี หรือ ‘ลุงบันเทิง’ ชายผู้ซึ่งประชาชนจะคุ้นเคยในขณะที่อยู่บนรถพ่วงข้างโดดเด่น ซึ่งมักจะมีข้อความประชาสัมพันธ์อยู่เสมอ

ลุงบันเทิง เข้ามาอยู่และใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ ณ ศาสนสถานแห่งนี้ในการเรียนและพักอาศัย ตั้งแต่วัยหนุ่มย้อนไป เมื่อปี พ.ศ.2507 ลุงบันเทิง กล่าวว่า

“ในช่วงก่อนหน้านี้เจ้าอาวาสท่านเก่า ‘พระครูวิสุทธิโมลี’ หรือพระครูมหาเอี่ยม ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามาก ท่านเป็นพระที่มีความเมตตาสูงมาก เมื่อก่อน เด็กๆ นักเรียนที่จะมาเรียนในสงขลา ไม่ว่าโรงเรียนมหาวชิราวุธ หรือโรงเรียนไหนๆ ทุกที่ ก็ต้องมาอาศัยวัดกันทั้งนั้นเลยตั้งแต่วัดกลาง วัดเลียบ ไปจนถึงวัดแหลมทราย ซึ่งวัดเลียบนี่เด็กมากครับเกือบ 50 คน จำได้ว่าช่วงนั้นที่ผมเข้ามาเมื่อปี พ.ศ.2507 ส่วนมากก็ไปเรียนหนังสือกัน โดย ท่าน (พระครูวิสุทธิโมลี) ต้องเลี้ยงดูเด็กๆ ท่านต้องไปบิณฑบาต 2 รอบ ท่านก็ฉันท์เองเล็กน้อย แล้วก็ให้ลูกศิษย์กินก่อนไปโรงเรียน ท่านก็ดูแลมาตลอดจนท่านมรณภาพไปประมาณ 20-30 ปี”

“วัดเลียบเป็นสำนักเรียนบาลีที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ เมื่อก่อนนี่มี 2 วัด คือ วัดคูหาสวรรค์กับวัดเลียบ ในปี พ.ศ.2508-2509 วัดเลียบมีนักเรียนเป็นร้อย จะมีอยู่ 3-4 ห้องเรียน เขาเรียกว่า ‘มูล 1’ ‘มูล 2’ ‘มูล 3’ เป็นการเรียนไวยากรณ์บาลี โดยเรียนเฉพาะไวยากรณ์ 3 ปีหลังจากนั้นจึงเรียนแปล ซึ่งนักเรียนเยอะมากที่มาเรียนที่วัดเลียบ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2540 ก็เริ่มลดน้อยลงจนหมดไป และวัดเลียบในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงจากการศึกษามาเป็นการปฏิบัติ ให้คนได้มาปฏิบัติธรรมทำให้คนจิตใจสงบ บางคนมาจนกระทั่งมาไม่ไหว”

ด้วยความที่วัดเลียบเองนั้น เป็นวัดที่มีพุทธศาสนิกชนเข้ามาทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่อย่างบ่อยครั้ง ในทุกๆ เย็นการทำวัตรเย็นที่วัดเลียบก็จะมีพุทธศาสนิกชนเข้ามาร่วมพิธีอย่างสม่ำเสมอทุกวันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในวันพระจะยิ่งมีพุทธศาสนิกชนมากมายในตัวเมืองสงขลา ทั้งบริเวณวัด และรอบนอกในชุมชนอื่นๆ ก็จะมาร่วมประกอบพิธีกันอย่างเนืองแน่น นี่จึงเป็นสาเหตุให้วัดเลียบมีการพัฒนา ปรับปรุง ซ่อมแซมอาคารโรงเรือนให้สะอาดและสะดวกต่อการใช้งานอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับพุทธศาสนิกชนที่มาทำบุญทำกุศลอยู่ตลอดในทุกๆ วัน จึงทำให้ไม่มีร่องรอยที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาในอดีตหลงเหลืออยู่เลย

เมื่อถาม ลุงบันเทิง ว่า วัดเลียบแห่งนี้มีความสำคัญกับตนอย่างไร ลุงบันเทิงตอบกลับมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ไว้ว่า

“ได้มีโอกาสได้ทำประโยชน์ให้กับชาวบ้านได้มาก เวลามีงานอะไรผมก็ได้มาช่วย จะงานบวช งานศพก็มาช่วย ได้ทำประโยชน์ให้กับพวกเขา ก็ไม่ใช่แค่เฉพาะวัดเลียบ วัดอื่นๆ ก็ไปช่วยเหลือหมดทุกวัดเลย ผมได้ทำประโยชน์ให้กับสังคมผู้คน ในการช่วยกิจกรรม พิธีกรรมทางศาสนาทั้งหมด ผมทำด้วยใจไม่มีค่าจ้าง คิดว่าอายุมากแล้วมีเหลืออีกไม่กี่ปีก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทำก็อยากจะทำความดีให้มากที่สุด เพราะว่าเวลาไปแล้วเราไม่ได้เอาอะไรไป”

แม้วัดเลียบเองจะไม่ได้มีโบราณสถานสวยงาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย แต่ทางตรงกันข้ามกลับให้ประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชนมากกว่าเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแค่เป็นสถานที่ซึ่งเป็นการระลึกถึงความสำคัญของศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่ปลูกฝังหลักธรรมคำสั่งสอนรวมถึงการวางตนให้อยู่ในศีลในธรรมให้กับพุทธศาสนิกชนอย่างดีด้วย

You may also like