วันนี้ (11 มี.ค. 2569) ที่ เทศบาลนครหาดใหญ่ คณะผู้บริหารเทศบาล นำโดย นายณรงค์พร ณ พัทลุง (นายกแป้น) พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ ร่วมให้การต้อนรับ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ที่ลงมาติดตามการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่ ปลายปี 2568
โอกาสนี้ นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน ได้ร่วมให้ข้อมูลและรายงานความคืบหน้าการดำเนินงาน
โดยคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบริเวณ ประตูระบายน้ำคลองภูมินาถดำริ เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำ ก่อนเดินทางมายังสำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อติดตามความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย




จากนั้น ได้เดินทางไปยัง ตลาดสายกลางหาดใหญ่ เพื่อมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย เพื่อช่วยฟื้นฟูอาชีพและเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแบ่งออกเป็นหลายส่วน โดยเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท ขณะนี้รัฐบาลได้ดำเนินการจ่ายไปแล้ึวประมาณร้อยละ 99 ส่วนที่ยังคงค้างอยู่เป็นปัญหาด้านเทคนิค เช่น ข้อมูลบัญชีหรือชื่อผู้รับเงินไม่ตรงกัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งแก้ไขให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
ส่วนการช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านระเบียบราชการที่กำหนดวงเงินชดเชยสูงสุดไม่เกิน 49,500 บาท แม้บางครัวเรือนจะมีความเสียหายมากกว่านั้นก็ตาม
อีกทั้ง ยังพบกรณีที่ได้รับเงินช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย จึงมีข้อเสนอให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์การช่วยเหลือ โดยกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำที่เหมาะสม เพื่อให้การเยียวยามีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น




สำหรับความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาซ่อมแซมบ้านในจังหวัดสงขลา หลายอำเภอดำเนินการไปได้ค่อนข้างมากแล้ว ขณะที่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ยังมีครัวเรือนที่รอรับการช่วยเหลืออีกประมาณ 40,000 ครัวเรือน ซึ่งได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และตั้งเป้าเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเน้นย้ำแนวทางการรับมืออุทกภัยใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบเตือนภัยให้ชัดเจนและแม่นยำ การอพยพกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการเร่งรัดการเยียวยาให้รวดเร็ว โดยลดขั้นตอนราชการ พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้ในการลงทะเบียนความเสียหายและโอนเงินช่วยเหลือ เพื่อให้ประชาชนสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังสถานการณ์คลี่คลาย


ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันวางแผนรับมืออุทกภัยอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและลดผลกระทบต่อประชาชนในอนาคต.


