อธิการฯ ราชภัฏสงขลา เตือนใส่แมสก์ รับมือควันไฟบ่อขยะ

IMG 3558 Screenshot

จากสถานการณ์เพลิงไหม้บ่อขยะขนาดใหญ่ในพื้นที่ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมือง สงขลา ซึ่งส่งผลให้เกิดกลุ่มควันสีดำหนาทึบปกคลุมเป็นวงกว้าง กระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงอย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา สร้างความกังวลให้กับนักศึกษา บุคลากร และประชาชนโดยรอบเป็นอย่างมาก

ล่าสุด ผศ.พิเชษฐ์ จันทวี ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันตนเองในช่วงที่ยังมีกลุ่มควันลอยปกคลุมพื้นที่ โดยระบุว่า ในขณะนี้มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากควันไฟและมลพิษทางอากาศแก่ นักศึกษา บุคลากร รวมถึงประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง

อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา กล่าวว่า สิ่งสำคัญในช่วงเวลานี้คือการเตรียมความพร้อมและการดูแลสุขภาพตนเอง โดยขอให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็น และหมั่นติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังได้กำชับให้หน่วยงานภายในดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ พร้อมทั้งเตรียมแนวทางรองรับหากสถานการณ์ยืดเยื้อ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนและความปลอดภัยของทุกคนในพื้นที่

ทั้งนี้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุ จึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากกลุ่มควันพิษโดยตรง โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสลมพัดเปลี่ยนทิศ ทำให้ควันไฟลอยเข้าปกคลุมพื้นที่เป็นระยะ ส่งผลให้บางช่วงมีกลิ่นไหม้และอากาศขมคอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ

สำหรับเหตุเพลิงไหม้บ่อขยะดังกล่าว เกิดขึ้นจากการสะสมของขยะจำนวนมากเป็นเวลานาน ประกอบกับสภาพอากาศร้อนจัด ทำให้เกิดการลุกไหม้และลุกลามอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่และรถดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาได้ฝากถึงประชาชนในพื้นที่ว่า ขอให้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันตนเองเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี การปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด และหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีควันหนาแน่น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพในระยะสั้นและระยะยาว

สถานการณ์ดังกล่าวยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยทุกภาคส่วนต่างร่วมมือกันในการลดผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเร่งควบคุมเพลิงและฟื้นฟูคุณภาพอากาศในพื้นที่ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *