จังหวัดสงขลาเดินหน้าเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยปี 2569 โดยย้ำชัดให้ กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบการตัดสินใจเปิด–ปิดประตูระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสำคัญของอำเภอหาดใหญ่ พร้อมเร่งยกระดับระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ลดผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจเมืองหาดใหญ่
วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 17.00 น. ณ ห้องประชุมอำเภอหาดใหญ่ ชั้น 3 ที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานการประชุมกลุ่มย่อยหารือแนวทางป้องกันและรับมืออุทกภัย ปี 2569 โดยมี นายเอกชัย แก้วรัตนะ นายอำเภอหาดใหญ่, ดร.สมพร สิริโปราณานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายเมืองภาคใต้เพื่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SCCCRN), นายภูวสิษฏ์ สุกใส บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคใต้โฟกัส (สงขลาโฟกัส), ดร.ไพโรจน์ ชัยจีระธิกุล อุปนายกสมาคมและประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา พร้อมผู้แทนจากกรมชลประทาน เทศบาลเมืองคอหงส์ และภาคประชาชนเข้าร่วม
ที่ประชุมหารือการบริหารจัดการประตูระบายน้ำและคลองระบายน้ำในพื้นที่สำคัญของอำเภอหาดใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณ คลองเรียน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการระบายน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำเข้าสู่เขตเมือง และยังเป็นประเด็นที่ต้องกำหนดบทบาทความรับผิดชอบให้ชัดเจน ก่อนนำเข้าสู่การประชุมชุดใหญ่วันที่ 6 พฤษภาคม 2569
สำหรับพื้นที่ อ่างแก้มลิงคลองเรียน เดิมเป็นคลองธรรมชาติรองรับน้ำจากพื้นที่ตอนบน ก่อนระบายเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่บริเวณถนนราษฎร์ยินดี หรือย่าน 30 เมตร ซึ่งเป็นจุดคอขวดสำคัญ ก่อนมีการก่อสร้าง คลอง ร.6 เพื่อแบ่งน้ำบางส่วนไปยังคลองหวะ ช่วยลดน้ำไหลเข้าสู่เขตเศรษฐกิจชั้นใน
อย่างไรก็ตาม จุดตัดระหว่างคลอง ร.6 กับคลองเรียนเดิม ยังเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากมีประตูระบายน้ำ 2 จุด ได้แก่ ประตูระบายน้ำคลอง ร.6 ขนาด 2 ช่อง ระบบมอเตอร์ไฟฟ้า และประตูระบายน้ำคลองเรียนเข้าสู่ตัวเมือง ระบบท่อขนาด 1.50 เมตร ใช้ระบบมือหมุน
ที่ผ่านมา ในช่วงฝนตกหนักมักเกิดความเห็นต่างในการบริหารประตูน้ำ ระหว่างเทศบาลนครหาดใหญ่ที่ต้องการปิดประตูป้องกันน้ำเข้าตัวเมือง กับชุมชนต้นน้ำเขตคอหงส์ที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำไม่ทัน
นอกจากนี้ ยังพบว่า ปัญหาน้ำท่วมย่าน 30 เมตร ไม่ได้มาจากคลองเรียนเพียงจุดเดียว แต่มีน้ำจาก อ่างเก็บน้ำมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ล้นผ่าน Spillway และไหลย้อนกลับเข้าสู่คลองเรียน ทำให้การบริหารจัดการน้ำต้องพิจารณาทั้งระบบลุ่มน้ำ ไม่ใช่เฉพาะจุด
ด้านภาคเอกชนสะท้อนข้อกังวล 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1.ต้องพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยให้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น
2.ต้องกำหนดผู้มีอำนาจตัดสินใจเปิด–ปิดประตูน้ำให้ชัดเจนในภาวะวิกฤต และ3.ต้องมีแผนระยะยาวแก้ปัญหาคอขวด เช่น ขุดลอกคลองและขยายพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเติม
แม้เทศบาลนครหาดใหญ่และเทศบาลเมืองคอหงส์จะประสานงานกันต่อเนื่อง แต่ที่ประชุมย้ำว่า อำนาจตัดสินใจหลักในการเปิด–ปิดประตูระบายน้ำเป็นของกรมชลประทาน เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลภาพรวมทั้งระบบลุ่มน้ำ และรับผิดชอบงบประมาณซ่อมบำรุงประตูระบายน้ำและอาคารประกอบโดยตรง
ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มอบหมายให้ กรมชลประทานเป็นเจ้าภาพหลักด้านเทคนิคในการบริหารประตูระบายน้ำคลอง ร.6 และคลองเรียน โดยต้องประสานงานกับอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดทุกครั้ง พร้อมเร่งปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยให้เป็นเอกภาพ ตั้งเป้าแจ้งเตือนประชาชนและภาคธุรกิจล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3–6 ชั่วโมง รวมถึงบูรณาการงบประมาณร่วมท้องถิ่น สำรวจออกแบบขยายทางระบายน้ำในจุดคอขวด เพื่อป้องกันผลกระทบซ้ำต่อพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของหาดใหญ่ในอนาคต









