วันที่ 23 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายพัก ยงมิน (H.E. Mr. Park Yong-min) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย และคณะ ในโอกาสรับมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย จากรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี
โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15.5 ล้านบาท ผ่านความร่วมมือกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย การจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล และสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณในนามรัฐบาลและประชาชนชาวไทย พร้อมแสดงความซาบซึ้งต่อความห่วงใยและไมตรีจิตจากรัฐบาลและประชาชนเกาหลีใต้ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างสองประเทศ พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะนำเงินบริจาคไปใช้ในการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุด
ด้านเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีกล่าวว่า ได้มีโอกาสเดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนเกิดเหตุอุทกภัยเพียงหนึ่งสัปดาห์ จึงรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถฟื้นฟูและกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ในเร็ววัน และชื่นชมการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการสถานการณ์อย่างเป็นระบบ
เอกอัครราชทูตฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การมอบเงินช่วยเหลือครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทย–เกาหลีใต้ และยังมีการสนับสนุนเพิ่มเติมจากชุมชนชาวเกาหลีในประเทศไทย ที่ร่วมระดมเงินบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยด้วย

ในโอกาสเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ย้ำว่ารัฐบาลไทยยึดมั่นการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและการเคารพซึ่งกันและกัน พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคย และจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มต้นการใช้กำลังทางทหาร
ขณะที่เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีแสดงความเข้าใจต่อจุดยืนของประเทศไทย และยืนยันว่าเกาหลีใต้ในฐานะประเทศมิตร เชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายจะสามารถหารือร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติในที่สุด
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐบาลและประชาชนเกาหลีใต้อีกครั้ง พร้อมย้ำว่าความสัมพันธ์ไทย–เกาหลีใต้จะยังคงพัฒนาอย่างมั่นคงและเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป


