จาก “สถาบันการจัดการระบบสุขภาพภาคใต้” สู่ “สถาบันนโยบายสาธารณะ” มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.) “ดร.เพ็ญ สุขมาก” เผยพันธกิจนำองค์ความรู้ ผลงานวิจัยขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นทั่วภาคใต้
ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.)กล่าวถึงบทบาท พันธกิจของหน่วยงาน และมุมมอง ต่อสถานการณ์ของภาคใต้ว่า สถาบันนโยบายสาธารณะเทียบเท่ากับคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยยกระดับมาจากสถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้
ปี 2552 ยกระดับมาเป็น “สถาบันการจัดการระบบสุขภาพภาคใต้” มีภารกิจเหมือนกับคณะอื่นๆในมหาวิทยาลัยคือ การเรียนการสอน เฉพาะหลักสูตรปริญญาโท สาขาการจัดการระบบสุขภาพการประเมินผลกระทบทางด้านสุขภาพ นโยบายสาธารณะ และ การบริการวิชาการ การขับเคลื่อนสังคม กาวิจัย
ปี 2565-2566 ปรับมาเป็น “สถาบันนโยบายสาธารณะ” เพื่อให้จัดทำภารกิจที่กว้างขึ้น เช่นการขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายในภาคใต้ทั้ง 4 จังหวัด มีกลไกภาครัฐ วิชาการ ประชาสังคม
โดยความชัดเจนในการขับเคลื่อน เริ่มตั้งแต่ปี 2558 มี “ศูนย์วิชาการขับเคลื่อนนโยบายภาคใต้”ทำงานร่วมกับภาคีอื่นๆ เช่น งานภาคใต้แห่งความสุข ตามเป้าหมายที่ภาคเครือข่ายกำหนด ให้คนใต้มีความมั่นคง 4 เรื่อง คือ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางสุขภาพ ความมั่นคงทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ความมั่นคงทางมนุษย์ โดยมีประเด็นย่อย 10-12 ประเด็น เช่น ด้านความมั่นคงทางอาหาร เราร่วมทำงานกับการยางแห่งประเทศไทย สำนักงานเกษตรฯ สมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืน รวมทั้งเครือข่ายเกษตรกรแต่ละจังหวัดทำเกษตรผสมผสานในสวนยาง ไปร่วมกับกยท.ส่วนกลางให้เกษตรกรปลูกพืชร่วมยาง เกษตรประณีต เกษตรอัตลักษณ์
ทำ “ตลาดเกษตรม.อ.” จนถูกขยายผลไปในหลายพื้นที่ ทั้งจังหวัดสงขลาและเป็นโมเดลให้กับจังหวัดอื่นๆ โดยทำตลาดให้เป็นสถานที่ยกระดับความรอบรู้ผู้ผลิตและผู้บริโภคด้านสุขภาพการบริโภค และสร้างความมั่นคงโดยการออม
ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทำเรื่องโภชนาการ โดยพบว่าเด็กอายุ 1-5 ปี มีภาวะแคระแกร็นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ เนื่องจากมีโภชนาการที่ต่ำ ส่งผลต่อการพัฒนาของร่างกายสติปัญญา โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
นอกจากภารกิจด้านการเรียนการสอนแล้วสถาบันฯ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาภาคีเครือข่าย พัฒนาทุนมนุษย์ ผ่านหลักสูตร Non- Deegree โดยตั้งเป้าแต่ละปีให้มีการสร้างคนที่เก่ง ที่เป็นแชมเปี้ยนเข้าไปขับเคลื่อนในประเด็นต่างๆ ของแต่ละความมั่นคง เช่น เรื่องอาหาร เรื่องภัยพิบัติ เรื่องยาเสพติด ฯลฯ
ส่วนงานการบริการวิชาการ เน้นเรื่องการนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยออกไปขับเคลื่อนสังคมเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคท้องถิ่นเพื่อผลักดันให้งานที่เราทำเข้าไปอยู่ในกลไกปกติของหน่วยงานราชการให้ได้ เช่น เข้าไปอยู่ในแผนพัฒนา 5 ปี แผนปฏิบัติราชการประจำปีของอปท.ก็จะมีความยั่งยืนของการพัฒนางาน
“ชุมชน เราเข้าไปสร้างกลไกทำงานเชื่อมกับภาครัฐ ยกตัวอย่างภาคประชาสังคมมีกิจกรรมดีๆในการพัฒนาชุมชนก็เชื่อมประสานกับอปท.ผลที่ออกมาก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น” ดร.เพ็ญ กล่าว
และว่า
การวิจัย มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์นำองค์ความรู้มาเคลื่อนเชิงนโยบาย ยกตัวอย่าง หลายเรื่องเราไม่สามารถลงไปทำวิจัยได้ทั้งหมด แต่ไปดูว่าในคณะต่างๆ มีอาจารย์ท่านใดทำเรื่องอะไรอยู่ เราก็ไปชวนเขาช่วยให้เขาขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ การจัดการภัยพิบัติก่อนน้ำท่วมหาดใหญ่ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีงานครบรอบ 20 ปีสึนามิ ก็มีการจัดงานที่พังงา พูดคุยกันเรื่องการจัดการภัยพิบัติมีอาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัยและภาคประชาสังคมเข้าร่วม
“แต่ละพื้นที่นำบทเรียนมาพูดคุยกัน ได้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายขึ้นมานำเสนอในงานฟอรัม ใช้ชื่อว่า สมุดปกแดง ผลักดันสู่คณะกรรมการแห่งชาติ ผ่านมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ นำข้อเสนอสู่ครม.”
เมื่อเกิดน้ำท่วมหาดใหญ่ ก็ทำเวทีสรุปบทเรียนกันอีกครั้ง จากสมุดปกแดงที่ผ่านการพิจารณาของครม. เป็น “สมุดปกขาว” มีนักการเมืองบางพรรคนำไปเป็นนโยบาย ส่วนสถาบันฯ ได้นำบางเรื่องมาขับเคลื่อนต่อเพื่อให้ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการภัยพิบัติ ผลิตห่วงโซ่ด้วยตนเอง รวมประมาณ 30 ชุมชนทั่วภาคใต้ โดยมหาวิทยาลัยฯสนับสนุนงบประมาณ
ดร.เพ็ญ กล่าวต่อว่า ในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ม.อ.เป็นแหล่งพักพิง หลังจากนั้นม.อ.ได้ตั้งคณะกรรมการภัยพิบัติของมหาวิทยาลัยฯขึ้นมาเพื่อเตรียมการอย่างครบห่วงโซ่ตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัยพิบัติ สถาบันฯก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุดนี้ของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งได้งบสนับสนุนมาถอดบทเรียนโดยพิจารณาข้อสรุปที่จะนำมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การนำพื้นที่ภัยพิบัติเป็นพื้นที่สุขภาวะ ยกตัวอย่าง บริเวณสายเตราะเทศบาลเมืองคอหงส์ เพื่อคนเข้าไปใช้ประโยชน์ ลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ เป็นพื้นที่เรียนรู้
ปรับพฤติกรรมด้านสุขภาพ จากนั้น ขยายไป ที่ อ.แว้ง จ.นราธิวาส, อ.ยะหยิ่ง จ.ปัตตานี รวมประมาณ 10 ตำบล
สถาบันฯ พยายามนำองค์ความรู้ของคณะต่างๆ เพื่อไปขับเคลื่อนสังคม เน้นด้านนโยบายจากระดับท้องถิ่น เช่น ด้านสุขภาพ อาหาร สิ่งเสพติด พัฒนาศักยภาพคนในชุมชน เช่น อสม. กลุ่มชาวบ้าน ฯลฯ เพื่อให้เขาเขียนโครงการนำเสนอกับหน่วยงานต่างๆ
นำมาจัดกิจกรรมพัฒนาในชุมชนของตนเอง
“เราทำแบบนี้ไม่ใช่แค่งานวิจัยแล้วเสร็จ แต่เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับคนในชุมชนสามารถช่วยตัวเองได้ผ่านกลไกภาครัฐที่มีอยู่”
ดร.เพ็ญ กล่าวต่อว่า แนวโน้มประชากรปัจจุบันลดลงในระดับประเทศ แรงงานก็ลดลงเรื่อยๆ ในพื้นจังหวัดชายแดนอัตราการเกิดยังไม่ลด แรงงานก็มีมาก แต่ยังเป็นแรงงานขีดความสามารถน้อย เราต้องปรับวิธีการพัฒนาคนในพื้นที่เป็นการเฉพาะเพื่อเขาไม่ออกไปทำงานนอกพื้นที่ หรือต่างประเทศ
“เป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพคนในพื้นที่คนที่นี่พูดยาวีได้ หรือบางคนพูดอาหรับได้ด้วย ได้สองสามภาษาแล้ว ก็เป็นต้นทุน เราต้องพัฒนาตรงนี้ปรับหลักสูตรเฉพาะพื้นที่ขึ้นมา เน้นพัฒนาสายอาชีพให้เขามีความสามารถนำไปทำงานได้ พัฒนาความเป็นผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ให้ครบห่วงโซ่ไม่ใช่แค่การอบรมแล้วเสร็จ ไม่สามารถต่อยอดได้หรือเกิดความยั่งยืน”
ภาครัฐต้องบูรณาการทำงาน ทั้ง เกษตรประมง ปศุสัตว์ หรือหน่วยงานอื่นๆ ให้เป็นชุดโครงการเพื่อให้เกิดประสิทธิผล แม้การบูรณาการเป็นเรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่เราต้องทำให้ได้ รวมทั้งการปรับโครงสร้างการทำงานให้มีความกระชับรัดกุมมีความสะดวก ปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องและคล่องตัวมากขึ้น เอื้อต่อคนทำงาน


