ภาพจำ”ม็อบ“ต้านครม.สัญจร!หยุดโครงการพัฒนายุคทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-ประยุทธ์

แทมเพลตข่าว 2026 08 27T160446.396

ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลาทุกครั้ง จะมีการประท้วงจากภาคประชาชน และเอ็นจีโอ “สงขลาโฟกัส” ย้อนร้อยเหตุการณ์การคัดค้านและกระแสต่อต้านการประชุม ครม.สัญจร ในจังหวัดสงขลา ทั้ง 3 รัฐบาลคือ ยุคนายกฯทักษิณ ชินวัตร, นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

​1. ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (ธันวาคม พ.ศ. 2545)
​แม้ทักษิณ ชินวัตร จะเคยจัด ครม.สัญจร ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในเดือนมีนาคม 2547 แต่เหตุการณ์คัดค้านครั้งใหญ่และกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมือง เกิดขึ้นล่วงหน้าในช่วง วันที่ 19–21 ธันวาคม 2545 ขณะจัดประชุม ครม.สัญจร ณ โรงแรมเจ.บี.หาดใหญ่

​วันเกิดเหตุ: 20 ธันวาคม 2545 กลุ่มชาวบ้าน อ.จะนะ จ.สงขลา ในนาม “เครือข่ายคัดค้านโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย” ร่วมกับนักศึกษา เดินทางมารวมตัวปักหลักปักป้ายประท้วง บริเวณถนนหน้าโรงแรม

​ชาวบ้านต้องการยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อขอให้ทบทวนและ ยกเลิกโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย เนื่องจากหวั่นเกรงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตชุมชนประมง และกระบวนการทำประชาพิจารณ์ที่ไม่โปร่งใส


​คืนวันที่ 20 ธันวาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลได้เข้ากระชับพื้นที่และ สลายการชุมนุมอย่างรุนแรง มีการใช้กระบองเข้าตีกลุ่มชาวบ้าน ทำให้ผู้ชุมนุม แกนนำ และนักศึกษาได้รับบาดเจ็บหลายสิบราย รวมถึงถูกจับกุมดำเนินคดี

​อย่างไรก็ตาม โครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซยังคงดำเนินต่อ แต่สร้างความขัดแย้งลึกซึ้งระหว่างรัฐกับมวลชนในพื้นที่ ผู้ถูกจับกุมได้ยื่นฟ้องศาลปกครอง และในเวลาต่อมา ศาลปกครองมีคำพิพากษาว่า เจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวบ้านผู้ชุมนุม

​2. ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (พ.ศ. 2555 และ พ.ศ. 2556)
​มีทั้งการต่อต้านเชิงนโยบายสิ่งแวดล้อม และกระแสต่อต้านทางการเมืองอย่างหนัก

​ครั้งที่ 1: มีนาคม 2555 (ปฏิบัติการสารสิน 55) วันที่ 19-20 มีนาคม 2555 เครือข่ายภาคประชาชนและสิ่งแวดล้อมภาคใต้ (เช่น เครือข่ายเพชรเกษม 41 และ คปสม.) คัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้ขนาดใหญ่ (Southern Seaboard) การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก และการขยายอุตสาหกรรมมลพิษ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการพัฒนาที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

​การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างสงบโดยไม่มีเหตุปะทะรุนแรง รัฐบาลรับข้อเสนอและชะลอการนำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมหนักภาคใต้เข้าพิจารณาในวาระ ครม. นัดดังกล่าว

​ครั้งที่ 2 รัฐบาลวางแผนจัดประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา ในวันที่ 29–30 พฤศจิกายน 2556 กลุ่มมวลชน กปปส. และประชาชนในพื้นที่ต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย และขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์

โดยมวลชนในสงขลาและจังหวัดใกล้เคียงรวมตัวกันแสดงพลัง ทั้งการเป่านกหวีดดักรอตามจุดลงพื้นที่ต่างๆ รวมถึงมีการปิดล้อมเตรียมไม่ให้เกิดการประชุม ทำให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ สั่งยกเลิก/เลื่อนการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและความรุนแรง ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศยุบสภาในเดือนธันวาคม 2556

3.ยุครัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
มีการคัดค้านการประชุมครม.สัญจร ภายใต้กิจกรรม “เดิน…เทใจให้เทพา หยุดโรงไฟฟ้าถ่านหิน” วันที่ 24-27 พฤศจิกายน 2560 โดยถูกสกัดกั้นและจับกุมในวันที่ 27 พ.ย. ก่อนการประชุม ครม.สัญจร วันที่ 28 พ.ย.ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อ.เมือง จ.สงขลา) หนึ่งในแกนนำที่ถูกจับคือ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.รพ.จะนะ ในขณะนั้น

    ​จากการคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ขนาด 2,200 เมกะวัตต์ และท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหิน ใน อ.เทพา โดยชาวบ้านและเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน มองว่าโครงการนี้จะทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ชายหาด ระบบนิเวศชายฝั่ง กระทบต่ออาชีพประมงพื้นบ้าน สุขภาพประชาชน และความมั่นคงทางอาหารของพื้นที่

    ​ซึ่งกลุ่มชาวบ้านตั้งใจเดินเท้าทางไกลระยะทางราว 75 กิโลเมตร จาก อ.เทพา มุ่งหน้าสู่ อ.เมืองสงขลา เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนตรงถึงตัวนายกรัฐมนตรรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สั่งการยกเลิกโครงการ

    ​วันที่ 27 พฤศจิกายน ขณะกลุ่มผู้ชุมนุมเดินเท้ามาถึงบริเวณถนนสายสงขลา-ปัตตานี (อ.เมืองสงขลา) เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้ตั้งด่านสกัดกั้นไม่ให้เดินทางต่อ จนเกิดเหตุปะทะ ยื้อยุดฉุดกระชาก และความวุ่นวายระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ทำการจับกุมแกนนำและชาวบ้านรวม 16 คน (รวมเยาวชน 1 คน) โดยมีการตั้งข้อหาหนัก เช่น ร่วมกันเดินขบวนปิดกั้นทางหลวง ร่วมกันเดินขบวนอันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน

    ​แกนนำและชาวบ้านผู้ถูกจับกุมไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวน และถูกส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำจังหวัดสงขลา และได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา เพื่อสู้คดีในชั้นศาล

    ​เดือนกรกฎาคม 2566 ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องแกนนำและชาวบ้านทั้งหมด โดยศาลชี้ว่า การเดินขบวนและยื่นหนังสือร้องเรียนต่อรัฐมนตรีเป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ การกระทำของชาวบ้านไม่เป็นความผิดทางอาญา

    ​แรงกดดันและการคัดค้านอย่างหนักของประชาชนในพื้นที่ ทำให้ต่อมาในปี พ.ศ. 2561 กระทรวงพลังงานและรัฐบาลต้องสั่งชะลอการรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) และในที่สุด โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาถูกระงับการดำเนินงานไปอย่างถอนรากถอนโคน และเปลี่ยนผ่านไปสู่การพิจารณาพลังงานหมุนเวียนแทน

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *