‘วิกฤติทะเล’สะท้อนความเหลื่อมล้ำ!

ทะเล1

‘วิกฤติทะเล’สะท้อนความเหลื่อมล้ำ! ขอพ.ร.บ. ประมงแก้จุดอ่อน“การจัดการ”“การจัดการทรัพยากรทะเล” ยังเป็นปัญหาที่


องค์กรภาคเอกชนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรอย่าง “สมาคมรักษ์ทะเลไทย” และเครือข่าย ให้ความสำคัญ โดยล่าสุดได้จัดงาน “ผักบ้านป่า ปลาทะเล” ครั้งที่ 8 ณ ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ 4-5 พ.ย. 256

messageImage 1700121482364

“สังคมยังไม่ค่อยเข้าใจปัญหาของทะเล ทั้งๆที่ทุกคนเป็นเจ้าของ เราจึงได้นำคนที่มีอาชีพจับปลา รวมถึงพันธุ์สัตว์น้ำต่างๆ มาให้ดูที่กรุงเทพ กิจกรรมลักษณะนี้เราจัดกันมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ซึ่งในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากกรุงเทพมหานคร รวมทั้งกรมประมง และอีกหลายหน่วยงาน” นายบรรจง นะแส ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย เล่าที่มา และว่า
โดยหลักๆ เราต้องการยืนยันว่าทะเลไทย เป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุดของสังคม รวมทั้งทั่วโลกเห็นความสำคัญนี้ เรามีทะเลทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย
มีชาวประมงชายฝั่ง 22 จังหวัด ทะเลเป็นฐานทรัพยากรที่เป็นหลังพิงของชาวประมงที่ใหญ่มาก เรามีทะเลที่อยู่ในเส้นศูนย์สูตรที่อุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายมาก แต่ทำไมทะเลบ้านเราไม่มีปลา เราพบว่าการบริหารจัดการทรัพยากรทะเลของประเทศเราไม่เคยเอาข้อมูลทางวิชาการมาบริหารจัดการทะเล แต่ใช้การบริหารแบบมือใครยาวสาวได้ สาวเอา ปล่อยให้มีการทำธุรกิจประมงที่ล้างผลาญจับสัตว์น้ำวัยอ่อน เข้าโรงงานปลาป่น ฯลฯ


“วิธีการเช่นนี้เองที่ทำให้ไม่สามารถนำไปสู่ความยั่งยืนของทรัพยากรประมงได้”ความพยายามของสมาคมรักษ์ทะเลไทยเห็นว่า ผู้ที่จะพูดเรื่องเหล่านี้ได้ดีที่สุดคือ ชาวประมง การรวมกลุ่มของชาวประมงในการแก้ปัญหาของเขาเริ่มจากการอนุรักษ์ป่าชายเลน ทำบ้านปลา ธนาคารปู ฯลฯ พอถึงจุดหนึ่งทะเลก็เริ่มอุดมสมบูรณ์ขึ้น มีการจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ตั้งเป็นร้านคนจับปลา อะไรต่างๆ ขึ้นมา
“มันก็มีคำถามขึ้นว่า ในเมื่อทะเลเป็นของทุกคน แต่ทำไมต้องให้ชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งมีอยู่ 85 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนที่ต้องลุกขึ้นมาสู้แต่ลำพังกับประมงพาณิชย์ ซึ่งทำประมงแบบทำลายล้างที่มีอยู่แค่ 15 เปอร์เซ็นต์ และกอบโกยล้างผลาญท้องทะเลที่เป็นของคนส่วนใหญ่”


มีการเปรียบเปรยว่า การทำประมงพาณิชย์ ก็เหมือนการตัดไม้สักทองไปทำฟืน กวาดเอาลูกหอยลูกปลาลูกปูตัวเล็กๆ ไปหมด แทนที่จะปล่อยให้โต ทะเลก็เจ๊งหมด ก็เกิดวิกฤติ ดังนั้น เราก็เห็นว่าต้องให้ ผู้บริโภคได้รับรู้ว่าทะเลบ้านเรามีความหลากหลายมาก มีกุ้งเป็นร้อยๆ ชนิด ปูปลาเป็นร้อยๆ ชนิด “ให้เขาได้รู้เรื่องเหล่านี้แล้วเข้ามาช่วยกัน หากไม่ไปทำลายเขาแค่เพียงหกเดือน ทะเลก็ฟื้นกลับมาสมบูรณ์”
เราได้พิสูจน์ในหลายพื้นที่ หยุดทำประมงทำลายล้าง ช่วยอนุรักษ์ฟื้นฟู ทะเลก็ฟื้น กุ้งหอยปูปลา ที่นำมาก็ได้จากทะเลไทย
“ถ้าคนจับปลาร่วมมือกับผู้บริโภค แล้วบอกกับ รัฐบาลว่าจะต้องจัดการบริหารทะเล โดยใช้ข้อมูลทางวิชาการ ไม่ใช่ตามหัวคะแนนที่มีโรงงานปลาป่น เป็นเจ้าของเรือประมงพาณิชย์ รัฐจึงไม่ยอมแก้ปัญหาให้กับคนที่กินปลา แบบนี้ใช้ไม่ได้ มันหมดเวลานั้นแล้ว นี่เป็นที่มาของงาน”


ข้อเรียกร้องเหล่านี้ เราเรียกร้องมาแล้ว 40 กว่าปี หนึ่งต้องหยุดการทำประมงแบบทำลายล้าง ซึ่งมีเครื่องมือหลักๆ 3 ชนิดคือ อวนลาก อวนรุน และเรือปั่นไฟ มีงานวิจัยของกรมประมงเองก็ออกมาชัดเจนว่า อวนลากจับสัตว์น้ำมาบริโภคได้แค่ 33 เปอร์เซ็นต์ อีก 67 เปอร์เซ็นต์เข้าโรงงานปลาป่น ซึ่งเขาเน้นพันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อนเรือปั่นไฟ ใช้แสงไฟล่อทำให้ลูกปลาตัวเล็กๆ ก็ติดเข้ามาด้วย เราเห็นลูกปลาทูแห้งตัวเล็กๆ ที่ตั้งขาย ซึ่งควรจะโต แต่ถูกจับใส่ถุงขาย นับได้เป็นกิโล ๆ ละกว่า 1,200 ตัว ขาย 100 บาท แต่ถ้าปล่อยให้โตเต็มที่ จะได้ 12-15 ตัวต่อกิโลฯ ขายราคา 100 กว่าบาท
นั่นก็หมายความว่า หากปล่อยให้ปลาทูโต จะขายได้เป็นหมื่นบาทด้วยซ้ำ ดังนั้น เรือปั่นไฟควรจะหยุด ซึ่งเคยหยุดมาแล้วสมัยคุณชวน หลีกภัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ แต่ก็มาแก้ให้ทำได้อีกในสมัย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกฯเพราะคนที่เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เป็นเจ้าของโรงงานน้ำปลา “ปัญหาขณะนี้ มี 2 เรื่องคือ อวนลาก กับเรือปั่นไฟ เพราะอวนรุน ถูก คสช. ยกเลิกไปแล้ว เราเอง ไม่ได้ต้องการให้พี่น้องประมงพาณิชย์เลิกการทำประมง แต่ต้องจัดการเรื่องขนาดของตาอวน และแรงม้าของเครื่องยนต์ ที่ต้องสัมพันธ์กันเหมือนหลายๆ ประเทศที่เขาทำกัน” คือ ตาอวน ต้องมีขนาดใหญ่ จับแต่สัตว์น้ำขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของบ้านเรา จับสัตว์น้ำตัวเล็กๆ ทั้งนั้น ความยั่งยืนของทะเลจะมี
ได้อย่างไร “คนกินปลาก็กินแต่ลูกปลา ลูกกุ้ง” ทั้งๆ ที่ทะเลเราก็อุดมสมบูรณ์ไม่แพ้ประเทศใด


เราพยายามเรียกร้องพ.ร.บ.ประมง ให้มีความทันสมัย มีการควบคุมประมงพาณิชย์ การขยายตาอวน แต่ก็ยังไม่สำเร็จ
“นี่เป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเรา รวมไปถึงปัญหาอื่นๆ เช่น เรื่องที่ดิน ที่รัฐไม่เคยใช้ข้อมูลทางวิชาการ ปล่อยให้คนๆ เดียวมีที่ดินเป็นแสนๆ ไร่ แต่ชาวบ้านแทบไม่มีที่อยู่ที่ทำกิน นี่เป็นวิกฤติของสังคมไทย ไม่สามารแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้หรือแก้ปัญหาความเป็นธรรมได้”เราพบว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดนี้หรือที่ผ่านๆ มาไม่ค่อยมีความแตกต่างกัน คือมองแต่ตัวเลขจีดีพี แต่ไม่มองความเป็นจริงของชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ ไม่มีความละเอียดลึกซึ้ง ยกตัวอย่าง รัฐบาลบอกว่าทรัพยากรประมงทำรายได้สามสี่แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งมันคือ การส่งออกปาทูน่ากระป๋อง กุ้ง และอาหารสุนัข แมว ฯลฯ แทนที่จะมองถึงความคุ้มค่าของทรัพยากร ที่จะส่งผลต่อรายได้ส่วนอื่นๆ ที่ตามมา เช่น การท่องเที่ยว อาหารการกิน ฯลฯ เป็นการคิดแบบหยาบๆ ไม่มีความเข้าใจในรายละเอียดในการบริหารจัดการ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *