ปรากฏการณ์ประชาธิปัตย์ฟื้นคืนชีพสท้อนผ่านสนามเลือกตั้งภาคใต้ในบางจังหวัด เช่น นครศรีธรรมราช 4 คน สงขลา 2 คน ตรัง 2 คน แต่ยังไม่เพียงพอจะตอบว่า “ประชาธิปัตย์กลับมาแล้วกับกระแสช่วงก่อนหย่อนบัตรที่มาแรงมาก แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์ไม่สูญพันธุ์ ไม่ใช่พรรคต่ำสิบตามคำปรามาทอีกต่อไป“
ปรากฏการณ์ “สมชาติ ประดิษฐ์พร” บ้านใหญ่ที่ไม่เคยหายไปไหนก็กลับมาทวงแชมป์คืนในการเลือกตั้งรอบใหม่ หลังจากประชาธิปัตย์แพ้ยกจังหวัดสุราษฏร์ธานีในการเลือกตั้ง ปี 66

สมชาติ ประดิษฐ์พร อดีต สส. 1 สมัย จากพรรคประชาธิปัตย์ คือหนึ่งในตัวแทนการเมืองแบบ “บ้านใหญ่ท้องถิ่น” ที่ฝังรากลึกในพื้นที่มายาวนาน กลับมาแจ้งเกิดใหม่ และพร้อมเดินหน้าสร้างพรรคต่อไปกลายเป็นการรีเทิร์นที่มีนัยสำคัญ
ว่าที่ สส.เขต 4 สุราษฎร์ธานี หนึ่งเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้คร่ำวอดในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน เป็นอดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์มาก่อนเพลียงพร่ำให้กระแสลุงตู่ ฟรีเวอร์ พ่ายให้กับ ”พันธ์ศักดิ์ บุญแทน“ จากค่ายรวมไทยสร้างชาติ
เลือกตั้งปี 69 นี้ ”สมชาติ“ เจอคู่แข่งเก่า ”สส.ตุด้วย“ พันธ์ศักดิ์ บุญแทน ที่ย้ายค่ายไปสังกัดสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย และ ”อ้อย สมชาติ“ กลับมาชนะใจคนเขต 4 ได้อีกครั้ง คะแนนรวมกว่า 40,000 คะแนน
”อ้อย สมชาติ“ เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2509 ที่ตำบลท่าโรงช้าง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นบุตรของ ”ดำรง-ประภา ประดิษฐพร“ ด้านครอบครัวสมรสกับ นางวสุ ประดิษฐพร (สกุลเดิม: ยังวิวัฒน์) นายกเทศมนตรีเมืองท่าข้าม มีบุตร 3 คน คือ เด็กหญิงโอฬาริศา ประดิษฐพร, เด็กหญิงไอยวริญ ประดิษฐพร และเด็กหญิงอริญรดา ประดิษฐพร

ด้านการศึกษา เขาจบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และปริญญาโทโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ด้านการเมือง เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 สมัย (2534–2542, 2543–2554, 2555–2561) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2540–2543) และได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2552–2561)
จุดยืนที่หนักแน่นชัดเจนมั่นคงต่ออุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ชาวบ้านเกิดแรงรักแรงศรัทธาต่อนักการเมืองอย่างอ้อย-สมชาติ ทำให้ชนะหัวใจของชาวสุราษฎร์ธานีอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทั้งคะแนนเขต และคะแนนบัญชีรายชื่อที่มากที่สุดถึง 330,000 กว่าคะแนน ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับต้นๆของภาคใต้
การกลับมาของอ้อย-สมชาติ มีคำถามว่า…นี่คือการฟื้นตัวของพรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นเรื่อง “ตัวบุคคล” หรือสัญญาณชีพของ “เครือข่ายบ้านใหญ่”?
ด้วยกรณีของ อ้อย สมชาติ จุดแข็งไม่ได้อยู่ที่โลโก้พรรคอย่างเดียว แต่อยู่ที่ สายสัมพันธ์ในพื้นที่ ที่สั่งสมมานาน เวลาเลือกตั้ง บ้านใหญ่ไม่ได้เริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง แต่เริ่มจาก “ทุนทางสังคม” ที่สะสมไว้
ปี 66 ประชาธิปีตย์แพ้เรียบ ยกจังหวัดสุราษฏร์ธานี ด้วย “กระแสชาติ” กลบ “กระแสพื้นที่” หลายจังหวัดเกิดการเปลี่ยนขั้วแบบยกแผง บ้านใหญ่หลายแห่งโดนกระแสพรรคใหญ่ระดับประเทศดูดฐานเสียงไป อันเป็นการสอบตกในห่วงกระแสประชาธิปัตย์วูบไปมาก
บ้านใหญ่ จึงเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่โดนไฟป่า ไม่ได้ตาย แต่ใบไหม้เกรียม
ปี 69 กลับมาได้ 1 เขต อันเป็นการสะท้อนว่า การกลับมาได้ 1 เขต ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันสะท้อนว่าฐานเสียง “แกนแข็ง” ยังอยู่ /เครือข่ายท้องถิ่นยังทำงาน เมื่อกระแสชาติอ่อนลง การเมืองพื้นที่จะกลับมามีบทบาท
บ้านใหญ่ แบบอ้อย สมชาติไม่ได้ชนะเพราะกระแส แต่เป็นเพราะ ความผูกพันเชิงพื้นที่ พูดง่าย ๆ คือ กระแสมาเร็วไปเร็ว แต่ความสัมพันธ์ในชุมชนเดินช้า ๆ และอยู่นาน มั่นคงยั่งยืน
นี่คือสัญญาณฟื้นของประชาธิปัตย์หรือไม่?
คำตอบยังไม่เต็มร้อย
ถ้าเป็นการชนะจาก “ตัวบุคคล” แค่คือชัยชนะเฉพาะจุด ถ้าเป็นการชนะจาก “โครงสร้างพรรค” คือการฟื้นระดับระบบ
กรณีนี้ดูจะเอนเอียงไปทาง พลังบ้านใหญ่เฉพาะพื้นที่ มากกว่าพลังแบรนด์พรรค
สมชาติ ประดิษฐ์พร คือภาพแทนของการเมืองไทยแบบดั้งเดิมที่ยังไม่สูญพันธุ์
ที่บ้านใหญ่ไม่ใช่แค่ชื่อเรียก แต่มันคือระบบนิเวศการเมืองระดับพื้นที่ที่ยังหายใจอยู่
และตราบใดที่การเมืองไทยยังผูกพันกับเครือข่ายท้องถิ่นบ้านใหญ่ก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญเสมอ
#นายหัวไทร
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
#บ้านใหญ่สุราษฏร์


