กรมทางหลวงชนบท ภายใต้การกำกับดูแลของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำลังเป็นที่จับตามองอย่างยิ่งในฐานะหน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยปัจจุบันมีภารกิจดูแลโครงข่ายถนนกว่า 3,662 สายทาง รวมระยะทางกว่า 51,295 กิโลเมตร รวมถึงสะพานอีกกว่าหมื่นแห่งทั่วภูมิภาค สำหรับปีงบประมาณ 2569 กรมทางหลวงชนบทได้รับจัดสรรงบประมาณสูงถึง 53,000 ล้านบาท เพื่อสานต่อนโยบายการพัฒนาที่มุ่งเน้นการบำรุงรักษาและการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่ระดับสากล โดยมีเป้าหมายสำคัญในการบูรณาการความเจริญควบคู่ไปกับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม อาทิ การแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 การปรับเปลี่ยนระบบแสงสว่างเป็นโคมไฟ LED และการติดตั้งแผงโซลาร์ฟาร์มบริเวณริมทางหลวง
หัวใจสำคัญของการดำเนินงานในระยะอันใกล้นี้ คือการเร่งรัดโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างจังหวัดพัทลุงและสงขลา ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 6,500 ล้านบาท โดยปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าในด้านการจัดซื้อจัดจ้างจนได้ตัวผู้รับจ้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนที่กระทรวงการคลังจะพิจารณาอนุมัติเงินกู้จากธนาคารโลก (World Bank) เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถลงนามในสัญญาจ้างได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้ และจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปี ซึ่งโครงการเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังจะเป็นโมเดลต้นแบบในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่คำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อันจะส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือ “ไทยแลนด์ริเวียร่า” ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสงครามไปจนถึงนราธิวาส โดยในปัจจุบันการก่อสร้างเฟสที่ 3 ช่วงจังหวัดเพชรบุรีถึงประจวบคีรีขันธ์ ได้เริ่มมีการนำเครื่องจักรเข้าพื้นที่ดำเนินการแล้วกว่า 81 กิโลเมตร ควบคู่ไปกับการส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “นาคาวิถี” บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการเร่งแก้ปัญหาการจราจรในระดับภูมิภาคผ่านโครงการสำคัญ อาทิ ถนนสาย ง เมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถนนสาย จ เมืองกำแพงเพชร และโครงการทางลอดแยกศูนย์ราชการ จังหวัดเชียงราย
ในด้านความปลอดภัยเชิงนวัตกรรม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้มอบหมายให้กรมทางหลวงชนบทและกรมทางหลวง ร่วมกับสหกรณ์ชาวสวนยางกว่า 29 แห่ง นำผลผลิตยางพารามาแปรรูปเป็นอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยทางถนน อาทิ แผ่นครอบกำแพงคอนกรีต เสาหลักนำทาง และวัสดุเคลือบโลหะแนวกันกระแทก ซึ่งจากการทดสอบประสิทธิภาพร่วมกับสถาบันการศึกษาในประเทศเกาหลีใต้ พบว่าสามารถช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ร้อยละ 10 ถึง 40 ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2570 จะเริ่มดำเนินการนำงบประมาณเหลือจ่ายมาปรับปรุงจุดเสี่ยงอุบัติเหตุเป็นลำดับแรก ก่อนจะบรรจุเป็นแผนงบประมาณเต็มรูปแบบในปี 2571 ซึ่งถือเป็นการสานต่อแนวคิดเดิมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและสร้างความปลอดภัยในระดับมาตรฐานสากลให้เกิดขึ้นบนถนนของไทยอย่างยั่งยืน


