ทางออก‘เงินกู้อบจ.2,009ล้าน’กับเวทีสาธารณะ-พลังประชาชน

2009lan

เวทีสาธารณะ “อบจ.สงขลา กู้เงินซ่อมถนน 2,009 ล้านบาท” จุดเริ่มต้นเสียงสะท้อนจากพลังประชาชน ต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง กับข้อเสนอทางออกที่ผู้เกี่ยวข้องที่ควรพิจารณา

27 ก.ย. 68 ที่โรงแรมนิวซีซันสแควร์ หาดใหญ่ สงขลาโฟกัส ร่วมกับ คณะกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและหลักการปกครอง จังหวัดสงขลา (ภาคประชาชน) จัดเวทีสาธารณะ“อบจ.สงขลา กู้เงินซ่อมถนน 2,009 ล้านบาท” ร่วมพูดคุยโดย ทนายอาร์ม สุวรรณรักษา นายประนอบ คงสม ประธานชมรม Strong จิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดสงขลา อาจารย์อรัญ คงนวลใย ประธาน
เครือข่ายบินหลาหาข่าว สวท.สงขลา, นายราม วสุธนภิญโญ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสงขลา และ นายสนธยา แก้วขำ ผู้สื่อข่าวอาวุโสสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส นำเสวนา

“เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในการที่อปท.กู้เงินจำนวนมากขนาดนี้ แม้การซ่อมสร้างทางเป็นการอำนวยสาธารณูปโภคให้กับประชาชน แต่ก็ต้องให้มีความคุ้มค่าและถูกหลักเกณฑ์” นายสนธยาแก้วขำ เกริ่นนำ และว่า

การเสวนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือเกี่ยวกับเส้นทางที่เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ในชีวิตประจำวันของประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้จ่าย งบประมาณอย่างคุ้มค่า ถูกต้อง และเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ โครงการซ่อมแซมเส้นทาง ซึ่งคาดว่าจะสามารถซ่อมแซมได้ประมาณ 300 กิโลเมตร โดยมีการตั้งคำถามว่าโครงการนี้จะสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ และการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นการสิ้นเปลืองเกินไปหรือไม่

ทั้งยังมีการนำเสนอตัวอย่างในทางบวกจากจังหวัดอื่น (เช่น ชลบุรี) ที่มีการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ท่องเที่ยว สร้างรายได้ และกระจายโอกาสให้กับประชาชน ซึ่งต่างจากสถานการณ์ในพื้นที่ที่กำลังหารือกัน ซึ่งถูกมองว่า ไม่ได้เกิดประโยชน์และถูกปล่อยให้มีการทุจริตคอรัปชั่น เข้ามาบั่นทอน

ประเด็นสำคัญได้มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และส่งเสริมข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะพลเมืองต้านทุจริตของจังหวัดสงขลา เพื่อให้มั่นใจว่ากิจกรรมและการใช้งบประมาณเป็นไปอย่างจริงจังและเกิดประโยชน์สูงสุด

“มีการกล่าวถึงบทบาทและอำนาจของ อบจ.ในการป้องกันการทุจริต ภายใต้กรอบของกฎหมายและกฎระเบียบ โดยเน้นว่า เสียงของประชาชน คือ การถ่วงดุลอำนาจและการใช้งบประมาณ ให้บริสุทธิ์”

นายสนธยา กล่าวต่อว่า มีการเรียกร้องให้นายก อบจ. และตัวแทนของ อบจ. ชี้แจงเกี่ยวกับ แนวคิดการกู้เงิน 2 ล้านบาท และให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่ประชาชนชาวสงขลา เพื่อยืนยันความตั้งใจของ อบจ. ที่จะพัฒนาให้ประชาชนได้ สัญจรสะดวก และ ป้องกันการทุจริต ในระหว่างกระบวนการ พร้อมทั้งให้คำแนะนำเพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานมีความคงทนและไม่ผุพังก่อนเวลาอันควร โดยมีการตั้งคำถามว่าความตั้งใจของ อบจ.นั้น สอดคล้องกับความเป็นจริงเชิงพื้นที่และความต้องการของประชาชนที่ได้มีการพูดคุยกันมาก่อนหน้านี้หรือไม่

นายประนอบ คงสม กล่าวว่า การบริหารงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่ต้องมีการทำงานรอบด้านครอบคลุม ทั้งการศึกษา ศาสนาวัฒนธรรม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะถนน ซึ่งถือเป็นงานหลักที่ทุกท้องถิ่นทำอยู่แล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

“ปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือว่าไม่ปกติและแปลกประหลาดจนกลายเป็นประเด็นใหญ่ เพราะมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะการใช้งบก้อนใหญ่กว่า 2,000 ล้านบาท ที่อาจทำให้การดูแลด้านอื่น ๆ เช่น สิ่งแวดล้อม สุขภาพการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ถูกลดความสำคัญลงไป ทั้งที่แต่ละด้านก็มีความต้องการใช้งบประมาณและการพัฒนาเช่นกัน” นายประนอบ กล่าว และว่า

ชื่นชมภาคประชาชน ที่ออกมาแสดงความห่วงใยในการใช้งบประมาณว่าไม่อยากให้มีการใช้เงินโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาพรวมของสังคม พร้อมสะท้อนให้เห็นว่ามีหลายภาคส่วนรอคอยการจัดสรรงบในเชิงพัฒนาที่สมดุล แต่กลับได้สัดส่วนงบเพียงเล็กน้อย

ถึงแม้จะถูกมองว่าเป็นวิกฤต แต่ก็ชี้ว่าในอีกมุมหนึ่ง นี่คือโอกาส เพราะ อบจ. ที่ดำเนินงานมากว่า 20 ปี กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยเฉพาะกับการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ เช่น “ทนายอาร์ม” ซึ่งเป็นคนหนุ่มที่มีความกล้า คิดไกล และมองอนาคตไม่ติดกับกรอบความคิดแบบสั้น ๆ ของคนรุ่นก่อน ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้การบริหารและพัฒนาท้องถิ่นเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายประนอบ ยังกล่าวว่า การจัดเสวนาของภาคประชาชนครั้งนี้ มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเวทีสะท้อนพลังของภาคประชาชนและภาคประชาคมในจังหวัดสงขลา ที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งได้ออกมาแสดงข้อสังเกต ตั้งคำถาม และมีโอกาสร่วมพูดคุยต่อหน้าสาธารณะ แม้ยังมีอีกหลายคนที่ไม่สามารถเข้าถึงการเสวนาได้เพราะข้อจำกัดด้านการสื่อสาร แต่สิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองของพลเมือง

“ยืนยันว่าประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถาม ตรวจสอบ และแสวงหาคำตอบในฐานะผู้เลือกตั้ง ไม่ใช่เพียงการฝากความหวังไว้กับตัวแทนในสภาเท่านั้นเวทีสาธารณะเช่นนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตรวจสอบและมีส่วนร่วม”

หลังจากนี้ การเคลื่อนไหวควรขยายให้วงเสวนาเป็นพื้นที่พูดคุยประเด็นสำคัญของจังหวัดทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาทการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม เพราะถ้าหากเชื่อว่าคนสงขลาทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตจังหวัด ก็จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาแลกเปลี่ยนอย่างเสมอภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปีที่จะมีการเลือกตั้งอบต. เวทีนี้ควรเป็นพื้นที่กำหนดภาพการเมืองที่อยากเห็น ถกเถียงว่านักการเมืองที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร และชี้ให้เห็นถึงปัญหาการซื้อเสียงหรือการเมืองสีเทาที่ควรถูกแก้ไข

“เวทีลักษณะนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการต่อต้าน แต่ควรถูกมองว่าเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของจังหวัด การรวมตัวของเสียงเล็กๆ จากหลายฝ่ายเปรียบเสมือนไฟดวงเล็กที่เมื่อรวมกันแล้วจะส่องสว่าง และนำพาสังคมไปสู่การหาทางออกร่วมกันได้” นายประนอบ กล่าว

อาจารย์อรัญ คงนวลใย กล่าวว่า การเสวนาครั้งนี้ได้เผยให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่สำคัญของภาคประชาชนในจังหวัดต่อ โครงการขนาดใหญ่เป็นประวัติการณ์ มูลค่า 2,900 ล้านบาท ของอบจ.สงขลา แม้ว่าในแง่ของการรับรู้โดยตรงในวงกว้างจะยังไม่สูงนัก แต่ข้อมูลที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ได้จุดประกายความตื่นตัวและความกังวลในกลุ่มผู้มีสำนึกและความรับผิดชอบต่อท้องถิ่น

หัวใจหลักของความกังวลคือ การที่โครงการนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬารที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การบริหารงานท้องถิ่น ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาว และความยั่งยืนของโครงการ ผู้คนในท้องถิ่นต่างต้องการทราบว่าถนนหรือโครงการที่จะเกิดขึ้นนั้น จะสร้างได้จริงหรือไม่ และหากมีปัญหาหรืออุปสรรคเกิดขึ้นโครงการจะถูกแก้ไขหรือเดินหน้าต่อไป อย่างไร ซึ่งความไม่แน่นอนนี้เองที่ทำให้เกิดการ “ซุบซิบ” และต้องการความโปร่งใสเป็นอย่างยิ่ง

อาจารย์อรัญ ได้เน้นย้ำถึงหลักการที่ว่า “อบจ.คือของเรา” และในฐานะเจ้าของร่วมของบ้านหลังใหญ่ ประชาชนจึงไม่ควร “วางเฉย” และปล่อยให้การบริหารงานสำคัญดำเนินไปโดยปราศจากการตรวจสอบ

“การรวมตัวกันของคนที่มีวุฒิภาวะ กลุ่มนักธุรกิจ และผู้มีสำนึก จึงเป็นการแสดงออกถึงการใช้สิทธิและหน้าที่ในการกำกับดูแล โดยมองว่าการมีเวทีสาธารณะเช่นนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ของการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเอง” อาจารย์อรัญ กล่าว และว่า

ความคาดหวังสูงสุดคือ การใช้เวทีสาธารณะเป็นโอกาสให้ฝ่ายบริหารของ อบจ. ออกมา “ที่แจง”หรือชี้แจงอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสที่ “สว่างทั่วทุ่ง” ไม่ใช่เพียงการตกลงกันภายในหน่วยงาน การขาดความชัดเจนหรือความพยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามในพื้นที่เปิด จะยิ่งทำให้คลื่นความกังวลและความเคลือบแคลงสงสัยขยายตัวใหญ่ขึ้น

ดังนั้น การเคลื่อนไหวนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การตั้งคำถาม แต่เป็นการเรียกร้องความรับผิดชอบและการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าเงินภาษีจำนวนมหาศาลนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของจังหวัดอย่างแท้จริง

ขณะที่ ทนายอาร์ม สุวรรณรักษา กล่าวว่า การตรวจสอบงบประมาณก้อนใหญ่ของอบจ.สงขลา ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบเพียงอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมด้วย เพราะไม่ว่าหน่วยงานรัฐจะมีเจ้าหน้าที่หรือระบบที่เข้มแข็งเพียงใด ก็ไม่อาจตรวจสอบการทุจริตได้เต็มประสิทธิภาพ หากขาดพลังของภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามและไม่ยอมรับกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ทนายอาร์ม ได้ยกตัวอย่างกรณีในอดีต เช่นอควาเรียมสงขลา และ สุสานหอย ที่กลายเป็นอนุสาวรีย์เตือนใจ เพราะในวันเริ่มต้นโครงการนั้นไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นผู้เซ็น ใครเริ่มต้น และมีปัญหาเมื่อไร ประชาชนเพิ่งจะมารู้เมื่อทุกอย่างสายเกินไปแล้ว ปล่อยให้โครงการเดินหน้าและกลายเป็นภาระจนถึงปัจจุบัน

นี่จึงเป็นบทเรียนว่าหากเห็น “ควันไฟ” เราต้องตรวจสอบทันที ก่อนจะลุกลามกลายเป็น “ไฟไหม้”ที่ยากจะแก้ไข

“กรณีเงินกู้ 2,000 ล้านบาท ที่ อบจ. สงขลากำลังดำเนินการ ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ร้ายแรง หากปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่มีการตั้งคำถาม เงินก้อนนี้จะกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ต้องแบกรับไปอีกอย่างน้อย10 ปี งบประมาณที่จะมีเพื่อพัฒนาหรือสนับสนุนด้านอื่น ๆ ของจังหวัดแทบจะหมดไป เหลือเพียงภาระในการใช้หนี้ ทำให้ไม่ว่าจะมีใครมาเป็นนายก อบจ. ก็ตาม ก็จะไม่สามารถสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้กับประชาชนได้” ทนายอาร์ม กล่าว และว่า

อีกประเด็นสำคัญ คือกระบวนการคิดและวางแผนของ อบจ. ที่ถูกตั้งคำถามว่าไม่ถูกต้องโดยปกติ หากจะกู้เงิน หน่วยงานควรเริ่มจากการสำรวจปัญหาก่อน เช่น ถนนที่ชำรุดเสียหายจำนวนเท่าไร งบประมาณปัจจุบันไม่เพียงพอจริงหรือไม่และจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อซ่อมแซม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างไร แต่ในความเป็นจริง อบจ. สงขลากลับตั้งกรอบเงินกู้ไว้ก่อนที่ 2,000 ล้าน
บาท แล้วค่อยมาหาเหตุผลทีหลังว่าจะนำไปใช้อย่างไร ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารที่กลับหัวกลับหางและอาจกลายเป็นการเอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน

ทั้งยังมีข้อสังเกตเรื่องการทำประชาคมที่เกิดขึ้น ภายหลังการตั้งวงเงินกู้ มากกว่าจะเป็นการรับฟังความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ยิ่งเมื่อมีการกล่าวอ้างว่า “ถนนทุกสายผ่านการประชาคมแล้ว” คำถามก็คือ หากประชาคมในพื้นที่หนึ่งไม่ต้องการให้ซ่อมถนนด้วยเงินกู้ก้อนนี้ อบจ. จะยังดำเนินการอยู่หรือไม่ หากคำตอบคือ “ไม่” นั่นแสดงว่าการกู้เงินนี้ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นจริง แต่เกิดจากการตั้งเงินกู้ไว้ก่อน แล้วค่อยมาแบ่งสรรทีหลัง ซึ่งเป็นวิธีคิดที่บิดเบี้ยวและไม่ยึดโยงกับปัญหาที่แท้จริง

ทนายอาร์ม กล่าวต่อว่า เหตุการณ์นี้ จึงไม่ใช่เพียงการถกเถียงเรื่องถนนหรือโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงวิธีคิดในการบริหารงบประมาณของท้องถิ่น ว่าจะปล่อยให้ใช้งบอนาคตโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อคนรุ่นต่อไปหรือไม่

“ที่สำคัญที่สุดคือ บทบาทของประชาชน ที่ต้องไม่ยอมจำนนต่อความไม่โปร่งใส เพราะหากเราลุกขึ้นมาตรวจสอบตั้งแต่วันนี้ อนาคตของสงขลาจะไม่ต้องเผชิญกับอนุสาวรีย์หนี้สินอีกต่อไป” ทนายอาร์ม กล่าว

ข้อสังเกตุจาก ผอ.ป.ป.ช.สงขลา

นายราม วสุธนภิญโญ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จังหวัด ได้อธิบายถึงบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานว่า ป.ป.ช. มีภารกิจหลักอยู่สองประการ คือ การตรวจสอบเมื่อมีการร้องเรียนและการป้องกันหรือเฝ้าระวังการทุจริต

ในกรณีแรก หากมีผู้ร้องเรียนหรือกล่าวหาว่าผู้บริหารท้องถิ่นมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการทุจริต และมีหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน ป.ป.ช. จะดำเนินการตรวจสอบตามกรอบกฎหมายที่กำหนดไว้

“กระบวนการเหล่านี้อาจไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะได้ทั้งหมด เนื่องจากต้องคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาและเพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำเนินคดี” นายราม กล่าว และว่า

อีกมิติหนึ่ง ซึ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การป้องกันและเฝ้าระวัง ซึ่งป.ป.ช. มีหน้าที่ร่วมมือกับหลายฝ่ายเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสให้กับหน่วยงานภาครัฐและสกัดกั้นการทุจริตตั้งแต่ต้น

“กรณีเงินกู้ 2,000 ล้านบาทของอบจ.สงขลา จึงเข้าข่ายภารกิจในลักษณะนี้ ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จึงได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ โดยไม่ใช่เพื่อตัดสินว่ามีการทุจริตแล้ว แต่เพื่อเฝ้าระวังให้ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย”

เมื่อได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่ากระบวนการของ อบจ.ยังไม่สมบูรณ์ในหลายประการ เช่น การจัดทำประชาคมหรือการยื่นเรื่องผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ยังไม่ครบถ้วน ทางป.ป.ช. และสตง. จึงได้ให้ข้อสังเกตและเสนอให้อบจ.กลับไปทบทวนหรือ“ทำการบ้านใหม่” เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่ถูกต้อง

อีกทั้ง ยังตั้งข้อสังเกตว่าการกู้เงินในระดับปกติอาจทำได้เพียงหลักร้อยล้าน แต่เมื่อเป็นวงเงินสูงถึง 2,000 ล้าน ย่อมเข้าข่ายเงื่อนไขข้อยกเว้นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งเหตุผล ความจำเป็น และผลกระทบที่จะตามมา

หลังจากการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ป.ป.ช. ได้ประสานไปที่สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด ซึ่งมีบทบาทเป็นฝ่ายเลขานุการของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อช่วยกลั่นกรองและตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง ขั้นตอนนี้จะทำให้การพิจารณาของผู้ว่าฯ มีความรอบคอบและเป็นไปตามกฎหมายมากยิ่งขึ้น

ทางออก-ข้อเสนอที่น่ารับฟัง นายสัญญา วัชรพันธ์ ผู้เข่าร่วมฟังเสวนา กล่าวว่า ปัญหาเรื่องที่​ อบจ.สงขลาจะกู้เงิน​ 2,009 ล้านบาทมาซ่อมถนน​ ซึ่งผ่านสภา​ อบจ.สงขลาแล้ว​ แต่มีการทักท้วงจากภาคประชาชนนั้น ทุกฝ่ายได้ใช้สิทธิ์ตามกฏหมายแล้ว คือนายก​ อบจ.สงขลามีสิทธิเสนอโครงการฯ​ เพราะจะทำหน้าที่บริหารพัฒนา​และแก้ไขปัญหา ตามที่ได้ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน​ ตามกฏหมาย

สภา​ อบจ.สงขลา ได้ใช้สิทธิตามอำนาจหน้าที่​ ในการไตร่ตรองโครงกาาต่างๆ ของฝ่ายบริหาร.

ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ทำหน้าที่ตามขั้นตอนในกรอบของกฏหมายคือ​ ตรวจสอบข้อเท็จและความเป็นไปได้ของกรณีปัญหา

ภาคประชาชนมีสิทธิ์ทักท้วง​ คัดค้าน​ ในกรณีที่มีข้องสงสัยเกี่ยวกับการบริหารงานและความเป็นไปได้ของโครงการ​ รวมถึงพฤติกรรมของภาคการเมืองและภาครัฐ

“ทุกประเด็นมีกำหนดสิทธิและหน้าที่ไว้แล้วในกฏหมายรัฐธรรมนู ในกรณีดังกล่าวนี้​ เมื่อเรื่องผ่านสภา​ อบจ.มาให้ ผวจ.พิจารณา หาก​ผู้ว่าฯพิจารณาให้โครงการผ่าน​ ก็จะมีปัญหากับภาคประชาชน ถ้าหาก​ ผู้ว่าฯ ไม่ให้โครงการผ่าน​ก็จะมีปัญหากับสภา​ อบจ.และกระบวนการทางการเมือง”


ในกรณีเดียวกัน หากผู้ว่าฯ ให้ผ่าน​ และโครงการไม่ได้ตามเป้าหมาย​ หนี้สินของสังคมจะรับผิดชอบกันอย่างไร
“ผมจึงขอเสนอแนวคิด 4 ข้อ ดังนี้”

1.ให้​ ผวจ.ชะลอโครงการนี้ไว้ก่อน. 2.​ ให้​ ผวจ.แต่งตั้ง​ คณะกรรมการเฉพาะกิจ​ ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนภาคประชาชน​ ภาคราชการ​ ภาคการเมืองให้มีหน้าที่​ ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้​ ทั้งเรื่องความจำเป็นและความคุ้มการลงทุน

3.หากโครงการนี้ผ่านให้ดำเนินการได้​ ให้​ ผวจ.แต่งตั้ง​ คกก.เฉพาะกิจอีกชุดหนึ่ง​ ซึ่งมีองค์ประกอบแบบข้อ​ 1 ให้มีหน้าที่สนับสนุน​ ควบคุมและตรวจสอบ​การดำเนินโครงการ​ฯ รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณและ 4. การทำสัญญากู้เงิน​ ให้ทำแบบยอดรวม​ แต่ให้เบิกจ่ายเงินยืมเป็นงวด​ ตามระยะของแผนงาน

ซึ่งแนวคิดนี้​ จะก่อให้เกิดผลดีคือ 1. โครงการนี้​ จะได้ผ่านการตรวจสอบจากทุกฝ่าย​ ตามกระบวนการประชาธิปไตย​ ซึ่งน่าจะเป็นแห่งแรกของประเทศและเป็นต้นแบบได้ และจะทำให้เกิดภาพพจน์ที่ดีแก่​จังหวัดสงขลาได้

2.ทุกฝ่ายจะได้แสดงถึงความตั้งใจ​ ความโปร่งใส​ บริสุทธิ์​ ในการปฏิบัติงานต่อสังคม​ อันจะเกิดภาพพจน์ที่ดีต่อตนเองและองค์กรได้ และ 3. ลดความขัดแย้งเพื่อส่วนรวม​ ไม่ให้สังคมตกเป็นเครื่องมีอของกลุ่มแสวงหาผลประโยขน์อันมิชอบ

    ใส่ความเห็น

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *