คณะกรรมการเสนอสงขลาสู่เมืองมรดกโลก มีความพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอเมืองสงขลาเข้าสู่การพิจารณาสู่เมืองมรดกโลก
เพราะเราเห็นว่า เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซียซึ่งเดิมคือ เกาะหมากของสยาม ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก
“สงขลาบ่อยาง” ของเราก็มีลักษณะคล้ายกับปีนังในส่วนของวัฒนธรรมจีนและความเป็นพหุสังคม ถนนสายศิลปะ street art ตลอดจนโบราณสถานต่างๆ มากมาย เมื่อเมืองปีนังได้รับการประกาศเป็นเมืองมรดกโลกก็ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวอย่างไม่ขาดสาย


สงขลาบ่อยาง ของเราก็เป็นเมืองหนึ่งที่มีวัฒนธรรมจีนเป็นเอกลักษณ์ ในส่วนของพหุสังคมเราก็มีชุมชนมุสลิมอยู่ปะปนกันกับชุมชนจีนอย่างกลมกลืน
นอกจากนั้น ก็ยังมีโบสถ์ในศาสนาคริสต์ถึงจะไม่โดดเด่น แต่ก็มีให้เห็น แต่ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูไม่ปรากฏในสงขลาบ่อยาง เพราะเป็นเมืองเพิ่งตั้งใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3
ถ้าเปรียบเทียบ “เมืองสงขลาบ่อยาง” กับปีนัง ปีนังยังนำสงขลาห่างไกลกันอยู่มาก ความเป็นเมืองเก่าแก่ ก็มีมานานกว่าเมืองสงขลาบ่อยาง เกาะปีนังมีคนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่มากกว่า สงขลา ศาสนาพุทธมีทั้งวัดไทย วัดจีน วัดพม่าและวัดญี่ปุ่น
ศาสนาพราหมณ์ ในสงขลาบ่อยางไม่มี แต่ปีนังมีโบสถ์พราหมณ์หรือฮินดูเต็มไปหมด มัสยิดไม่ต้องพูดถึงมีมากมายเช่นกัน เรียกว่าหลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายเชื้อชาติ
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นก็มีจำนวนมาก รวมทั้งโบราณสถาน มีตึกสูงมากมาย สิ่งเดียวที่เราพัฒนาได้ดีกว่าเขาคือ street art ถนนสายศิลปของเราพัฒนาได้ดีกว่า

ผมเดาใจกรรมการสงขลาสู่เมืองมรดกโลกว่าเมื่อเราด้อยกว่าเขาก็ต้องเอา เมืองสงขลา 3 แห่งมารวมกันจึงจะเกิดพลัง มีน้ำหนักผลักดันไปสู่มรดกโลกได้ คือ รวมสงขลาสิงหนคร สงขลาแหลมสน และสงขลาบ่อยาง เข้าด้วยกัน จะทำให้เรามีพลังไปสู่มรดกโลกได้
โดยเฉพาะ สงขลาสิงหนคร และ สงขลาแหลมสน ตั้งอยู่ในแหล่งอารยธรรมโบราณ มีร่องรอยศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูจำนวนมาก โดยเฉพาะ ศิวลึงค์ และ อิตถีพลึง เดิมเรียกเกาะซัน หรือ เกาะพระอาทิตย์ ที่เราเรียกว่าคาบสมุทรสทิงพระ
แต่การพัฒนาสงขลาไปสู่มรดกโลก เป็นไปได้ช้า เพราะการเริ่มต้นอย่างจริงจัง ได้รับการผลักดันจากภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่ โดยภาคธุรกิจเมืองสงขลาต้องการให้สงขลาเป็นเมืองท่องเที่ยว ซึ่งจะนำพาให้เศรษฐกิจเมืองสงขลาเจริญอย่างรวดเร็วและเป็นไปเช่นนั้นจริงๆ ที่เราได้เห็นจากถนนนครนอก นครใน และถนนนางงาม มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาท่องเทียวอย่างไม่ขาดสาย แต่ถ้าเทียบกับปีนังแหล่งท่องเที่ยวเขาทั้งเกาะ จึงต้องผนึกสงขลา 3 เมืองรวมพลังกัน
แต่สงขลาอีก 2 เมือง คือสงขลาแหลมสน และสิงหนคร อยู่ในพื้นที่อำเภอเดียวกัน และกลุ่มนายทุนนักธุรกิจมีน้อย โบราณสถานก็อยู่ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากรเป็นของราชการ การเข้าไปดูแลพัฒนาโบราณสถาน เป็นงบราชการ ซึ่งมีอยู่จำนวนน้อย การบูรณะพัฒนา จึงเป็นไปได้ยากและช้ามากๆ ส่วนใหญ่ก็ปล่อยให้ผุพังไปกับกาลเวลา
ยกตัวอย่าง เมืองสงขลาสิงหนคร คงมีร่องรอยเพียงกำแพงเมืองเก่า พัฒนาต่อไปไม่ได้เพราะชาวบ้านได้ไปอาศัยจับจองเต็มหมดแล้ว โดยเฉพาะระหว่างกำแพงและคูเมืองทางทิศเหนือ ถ้าเวนคืนบ้าน 2-3 หลังออกได้ ทำตลาดน้ำ สร้างความคึกคักให้สงขลาสิงหนครได้อย่างมาก
หันมาดู สงขลาแหลมสน ก็ไม่มีใครสนใจพัฒนาอย่างจริงจัง ท่าเรือแทบไม่มีนักท่องเที่ยวนอกจากแม่ค้าเดินทางมาขายของในเมือง วัดสุวรรณคีรี ก็พอมีนักท่องเที่ยวบ้าง หลายปีแล้วอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ยังไม่เสร็จหันมาดูด้านหลัง วัดบ่อทรัพย์ วัดสิริวรรณวนาวาสวัดภูผาเบิก แทบรกร้าง
ทุกวันนี้มี วัดบ่อทรัพย์ เป็นจุดเด่นในการดึงนักท่องเที่ยว ซึ่งเดิมเกือบร้าง โดยการจุดประกายความเชื่อรูปปั้นท้าวเวสสุวรรณ คนจึงหลั่งไหลกันมาในระยะเวลาประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา
ที่น่าเสียดายคือ กุฏิทำยาสมุนไพรในอดีต 2 หลังพังเหลือแต่เสา ทางวัดพัฒนาไม่ได้เพราะอยู่ในการดูแลของกรมศิลปากร
“เราหวังให้สงขลาเป็นเมืองมรดกโลกเพราะอยากให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม สร้างเศรษฐกิจรายได้ให้กับเมืองสงขลา”
ฉะนั้น เราก็ต้องพัฒนาปรับปรุงแหล่งโบราณสถานให้เป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวด้วย ทำให้มีชีวิตชีวาขึ้น ยกตัวอย่าง ท้าวเวชสุวรรณ หรือ ทวดเจ้าเขาวัดบ่อทรัพย์
สงขลาแหลมสน เดิมนักท่องเที่ยวน้อยมาก แต่พอจุดประกายด้านความเชื่อใส่เข้าไป ผูกผ้าแดงใช้เครื่องบูชาสีแดง มีระบบการจัดการ ทำให้มีคนไปเที่ยวกันไม่ขาดสาย
โบราณสถานอีกหลายแห่งถูกทิ้งร้างทั้งที่มีคุณค่ายิ่ง เช่น เจดีย์โบราณ บนยอดเขาน้อยสิงหนครหรือถ้ำคูหาสทิงพระ ยังมีนักท่องเที่ยวเข้าไปน้อยมาก ทั้งที่เป็นโบราณสถานที่สำคัญในยุคอารยธรรมพราหมณ์พันกว่าปี ก่อนพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชด้วยซ้ำ เพราะพราหมณ์หรือฮินดูมาก่อนพุทธ
“น่าเสียดายที่การพัฒนาในระบบภาครัฐ ไม่ได้จัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นนำไปขับเคลื่อนพัฒนา”
โดยเฉพาะโบราณสถานที่ขึ้นกับกรมศิลปากร ต้องให้กรมศิลปากรเท่านั้นบูรณะพัฒนา และงบประมาณที่รัฐบาลให้กับหน่วยงานนี้น้อยมาก ทำได้เพียงเฝ้าดูแลรักษามาให้ใครมาทำลาย แล้วปล่อยให้สลายไปเองตามกาลเวลาเพราะไม่มีงบประมาณ
พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก องค์พระปฐมเจดีย์จังหวัดนครปฐม เจดีย์วัดเขียนบางแก้ว พัทลุง เจดีย์วัดจะทิ้งพระ มีความสวยงาม ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้ไปเยี่ยมชมสักการะบูชาได้ เพราะได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์
ฉะนั้น ถ้าเราอยากเห็นสงขลาสู่เมืองมรดกโลก และเกิดผลกับเศรษฐกิจชุมชนในอนาคต การอนุรักษ์และพัฒนาต้องมาคู่กัน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นหน่วยงานราชการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความจริงจังและจริงใจในการพัฒนา
10 มีนาคม ของทุกปีมีการจัดงานวันสงขลา แต่ศูนย์กลางความสำคัญของงานโฟกัสอยู่เฉพาะสงขลาบ่อยาง ทั้งสงขลาแหลมสน และสงขลาสิงหนคร ได้แค่เพียงกล่าวถึงจากการร้อยเรียงประวัติศาสตร์ ไม่ได้จัดงานเชื่อมต่อสามเมืองเข้าเป็นเมืองเดียวกัน ควรจะต้องมีจัดงานมีจุดหลัก จุดประสานงานประชาสัมพันธ์ของแต่ละเมืองทั้งแหลมสนและสิงหนคร เชื่อมนักท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน จากสงขลาบ่อยาง ลงเรือไปขึ้นที่ท่าเรือแหลมสน เดินทางสู่สงขลาแหลมสน และเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้าท่องเที่ยวไปยังเมืองสงขลาสิงหนคร
“คือ มีการเชื่อมโยงจุดจัดงานของทั้งสามเมืองเรียกว่า รวมพลังเมืองสงขลา ถ้าทำได้อย่างนี้เรียกว่ารักกันจริงไม่ทิ้งกันรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว”
ถ้ายังแยกกันอยู่ พัฒนาความก้าวหน้าไม่เสมอภาค คิดว่าน่าจะยากที่จะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาหาสงขลาอีกสองเมือง แม้จะได้รับการประกาศเป็นเมืองมรดกโลก ก็ใช่ว่าจะรุ่งเรืองได้ดั่งคิด ฝากไว้ให้พินิจพิจารณากันครับ


