ผู้ว่าฯ สงขลา ร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ติดตามสถานการณ์อุทกภัย พร้อมยกระดับมาตรการรับมือฝนตกหนักภาคใต้ช่วง 9–13 ตุลาคม “นายกอนุทิน” ย้ำต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รับมือและแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงที พร้อมตั้ง “รองฯพิพัฒน์” ดูแลศูนย์ปฏิบัติการภาคใต้“ ด้านกรมอุตุฯ คาด 11 ตุลาฯฝนตกหนัก อ่างเก็บน้ำหลักสงขลา 3 แห่งยังรองรับได้
วันนี้ (7 ตุลาคม 2569) นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการอุทกภัยในภาพรวม โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม จากห้องประชุม 1 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย


โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลางว่า แม้น้ำส่วนใหญ่จะได้รับการระบายแล้ว แต่ยังมีบางพื้นที่ที่ต้องเร่งปรับปรุงระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
พร้อมเน้นย้ำให้ สทนช. กรมชลประทาน และโฆษกจังหวัด ร่วมกันแชร์ข้อมูลเพื่อวางแผนผักดันมวลน้ำข้ามพื้นที่ลงสู่ทะเล
ทั้งกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บัญชาการสถานการณ์ในพื้นที่ จัดประชุมติดตามสถานการณ์ทุกวัน มีการประชุมย่อยระหว่างวันและสรุปในที่ประชุมใหญ่ รวมทั้งประสานข้อมูลกับจังหวัดข้างเคียงและระดับกระทรวงอย่างใกล้ชิด
สำหรับมาตรการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งส่งรายชื่อครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์รับเงินช่วยเหลือ 9,000 บาท ไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้โอนเงินช่วยเหลือแล้วกว่า 10,400 ครัวเรือน เป็นเงินราว 94 ล้านบาท และประสานธนาคารออมสินเตรียมงบประมาณรองรับไว้ พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจคัดกรองความถูกต้องของบัญชีตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้สามารถอนุมัติโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนได้ทันที ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่สำรวจข้อมูลอย่างรอบคอบ แต่ต้องไม่กระทบต่อความรวดเร็วในการช่วยเหลือประชาชน
ที่ประชุม ยังได้รายงานสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำสำคัญ ทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่กลอง และท่าจีน รวมถึงการคาดหมายลักษณะอากาศซึ่งต้องยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ขึ้นอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะช่วงวันที่ 10–12 ตุลาคมนี้
โดยได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการภาคใต้” ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการอุทกภัย พร้อมมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูง นำโดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จริงเพื่อควบคุม สั่งการ และกำกับดูแลแผนรับมือน้ำอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเตือน ฉบับที่ 1 เฝ้าระวังสถานการณ์ฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักช่วงวันที่ 9–13 ตุลาคม จากอิทธิพลของมวลอากาศเย็นระลอกแรกที่แผ่ลงมาปะทะความชื้น ทำให้กลุ่มฝนเคลื่อนตัวจากภาคอีสานตอนล่าง เข้าสู่ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และลงสู่ภาคใต้
โดยเฉพาะ ภาคใต้เป็นพื้นที่น่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากคาดว่าจะมีปริมาณฝนสะสม 5 วัน สูงเกิน 250 มิลลิเมตร ประกอบกับมีฝนสะสมเดิมอีกเกือบ 200 มิลลิเมตร เสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
“คาดว่าวันที่ 11 ตุลาคม จะมีฝนตกหนักที่สุดบริเวณภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันออกตอนล่าง ก่อนจะลดลงในวันที่ 13 ตุลาคม”
ทั้งนี้ ลักษณะฝนรอบนี้จะเคลื่อนตัวเร็วและตกหนักเป็นช่วงๆ ไม่ได้ตกแช่ขังยาวนานเหมือนปี 2564 อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งประสานการทำงานและขอความร่วมมือสื่อมวลชนประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์
ด้าน กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา รายงานสถานการณ์ประจำวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 คาดการณ์สภาพอากาศพบฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ อำเภอเมือง อำเภอรัตภูมิ อำเภอหาดใหญ่ อำเภอคลองหอยโข่ง อำเภอสะเดา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย ส่วนคลื่นลมทางทะเลทั่วไปสูงต่ำกว่า 1 เมตร แต่บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอาจมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือและประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่งของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อ่างเก็บน้ำสะเดา อ่างเก็บน้ำคลองหลา และอ่างเก็บน้ำคลองจำไหร มีปริมาตรน้ำรวม 25.043 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 29.76 ของความจุรวม 84.161 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยยังสามารถรองรับน้ำเพิ่มเติมได้อีก 59.118 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทั้งนี้ จังหวัดสงขลา จะติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมด้านการแจ้งเตือน การระบายน้ำ และการช่วยเหลือประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป
ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการในการเพิ่มมาตรการ ได้แก่ 1. สร้างการรับรู้สู่ประชาชน ให้จังหวัดที่ยังคงมีสถานการณ์ เพิ่มการสื่อสาร ทำความเข้าใจ ให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์ ที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากอะไร ภาครัฐกำลังทำอะไร วิธีปฏิบัติตนให้ปลอดภัย และช่องทางรับความช่วยเหลือ 2. ป้องกันความขัดแย้ง ให้ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจ สแกนพื้นที่เสี่ยงเกิดความขัดแย้ง จากกรณีการระบายน้ำ การทำคันกั้นน้ำ
พร้อมทั้งร่วมกันสร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้อง อย่าให้เกิดความขัดแย้งจาก กรณีดังกล่าวเด็ดขาด และ 3. วางแผนระบายน้ำระหว่างจังหวัดแบบไร้รอยต่อ ให้จังหวัดที่มีสถานการณ์และมีเส้นทางน้ำ เชื่อมต่อกัน กำหนดแผนร่วมกัน และบูรณาการ ร่วมกับหน่วยทหาร ชลประทานในการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อส่งต่อมวลน้ำได้อย่างเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ
(ขอบคุณ : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา)


