‘หมอบัญชา’กับม.อ.!จาก‘หอจดหมายเหตุ’สู่การฟื้น“สุวรรณภูมิ”

buncha

“รางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์นี้ ม.อ.ทำมาเป็นสิบปีแล้ว เน้นคนที่ทำงานเพื่อเกิดประโยชน์ในภาคใต้ ผมเคยเป็นคณะกรรมการฯ และเคยถูกขอให้แนะนำว่าจะเสนอใครเข้าไปบ้าง ผมก็พูดคุยกันว่าจะเสนอคนจากนครศรีธรรมราชเข้าไป แต่ก็ไม่เคยคิดว่าสุดท้ายผมเองจะถูกเสนอรับรางวัลผมได้รับแจ้งจากผู้ช่วยผมว่ามีอาจารย์ของม.อ.พยายามเสนอชื่อผมทุกปีจนกว่าจะได้รับ เป็นความตั้งใจดีของท่าน ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์จึงตอบรับ”

นพ.บัญชา พงษ์พานิช เปิดใจถึงรางวัลที่ได้รับจากการร่วมมือกับม.อ.นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เสริมงาน “หอจดหมายเหตุ พุทธทาส” เผยแผ่ธรรม และการสร้างจุดแข็งภาคใต้ จากการฟื้นประวัติศาสตร์“สุวรรณภูมิ”

ในฐานะ “กรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” เท่าที่ผมสัมผัส อันดับแรก ม.อ. เป็นมหาวิทยาลัยที่มีลักษณะเฉพาะของภาคใต้ แรกตั้งที่จ.ปัตตานี แล้วมาตั้งวิทยาเขตหาดใหญ่ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในภาคใต้ มีหลายวิทยาเขตพร้อมๆ กันคือ วิทยาเขตปัตตานี ตรัง ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และวิทยาเขตหาดใหญ่ เป็นฐานกลาง

สองคือ การที่ม.อ. มีหลายสาขา มีความแข็งแรงหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน Hard Science วิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพ ด้านกายภาพทั้งหลายมาระยะหลัง ท่าน ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา นายกสภาฯ ท่านอธิการบดี ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ และคณะบริหาร ม.อ. มีแนวคิดปรับเพิ่มเพื่อให้เกิดดุลยภาพของการสร้างบัณฑิต หรือการจัดการศึกษาของม.อ. โดยให้มี Soft Science เข้าไปด้วยคือ ศาสตร์ด้านความเป็นมนุษย์ ด้านสังคมวิทยาเนื่องจากจุดแข็งของม.อ.จะเป็นด้าน Hard Science มาก

เมื่อจะโฟกัสเรื่องนี้ และด้วยความเข้มเข็งของ ม.อ.ด้านไอที ผมปรึกษากับผู้บริหารม.อ.สองเรื่อง ในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยภาคใต้ และผมเองทำงานเรื่อง “หอจดหมายเหตุท่านพุทธทาส” เป็นเรื่องของ Human Sciences ศาสตร์ความเป็นมนุษย์ ซึ่งท่านอาจารย์พุทธทาส มีงานหนังสือ “คู่มือมนุษย์”


เมื่อม.อ.ขยับมาด้าน Human Sciences ก็มาช่วยงาน “หอจดหมายเหตุ” โดยเอาเรื่องของไอทีมาเสริม ก็หวังว่างาน “ธรรม” ของอาจารย์พุทธทาสซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่เป็นสากล คนทั่วไปน่าจะสนใจรวมทั้งอยากให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้เข้าถึงด้วย จึงร่วมมือกันทำงานเรื่องไอที “ฐานข้อมูลธรรม” ของอาจารย์พุทธทาส คาดหวังว่าจะเป็นอีกงานที่ไม่ได้เป็นแค่เพื่อช่วยงานธรรมหรือแค่ช่วยม.อ. เพราะโลกในอนาคตจะก้าวไปสู่เรื่องของ AI แล้ว หากเราได้พัฒนาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยม.อ.ที่มีความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์-ไอที การสื่อสาร และปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลาย หากนำมาเสริมงานธรรม ก็จะทำให้สามารถช่วยมนุษย์ได้เยอะมาก

“ขณะนี้ เรากำลังเร่งแปลงานธรรมของอาจารย์พุทธทาส ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ”

อันดับแรก คือให้มีความถูกถ้วน และสามารถเข้าถึงได้ เมื่อพร้อมแล้วไม่ว่า คนศาสนาใดหรืออยู่มุมใดของโลกก็จะสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลงานอาจารย์พุทธทาส และข้อมูลทางธรรมของพระพุทธองค์ที่อาจารย์และพวกเราทำกันไว้ได้อย่างกว้างไกล สามารถอ้างอิงได้ ตอบโจทย์เพื่อนำไปใช้ในชีวิตได้

เรื่องที่สอง ผมเองไม่คิดว่า ม.อ.จะมีวิสัยทัศน์ขนาดนี้ ผมเคยถูกขอจากจิสด้า (Gistda) ให้ศึกษาเรื่องสุวรรณภูมิ แรกนั้น เพื่อตอบโจทย์ว่าทำไมมีสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งรัชกาลที่ 9 พระราชทานชื่อไว้แต่เมื่อศึกษา โดยผมเชิญนักวิชาการจากทั่วโลกมาช่วยกันอัปเดทความรู้ใหม่ ก็พบว่า

“สุวรรณภูมิมีอยู่จริง ตั้งอยู่ในภาคใต้ของไทยและในอาเซียนทั้งหมด แต่ภาคใต้เป็น FocusPoint หรือฐานสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงคอคอดกระ ภาคใต้ตอนบน 5 จังหวัด คือ ชุมพร สุราษฎร์ฯ ระนอง พังงา กระบี่ โดยเรามีหลักฐานรองรับที่แข็งแรงมาก ตั้งแต่สองพันห้าร้อยปีที่แล้ว”

เมื่อศึกษาพบว่า สุวรรณภูมิมีจริง มันมีความหมายมาก แสดงว่าเราอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญมีทรัพยากรสำคัญจำนวนมาก มีคนเดินทางเข้ามาแสวงหาจนตั้งถิ่นฐานทำมาค้าขาย แลกเปลี่ยนวิทยาการ มีอารยธรรมสุวรรณภูมิเริ่มก่อตัวอยู่ที่ภาคใต้

ผมทำงานชิ้นนี้เสร็จ ก็นำหนังสือมามอบท่านผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ ขณะนั้น ท่านเป็นรองอธิการบดี ม.อ.

จากนั้น ไม่นานเมื่อท่านเป็นอธิการบดีฯ ท่านก็ให้ ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ติดต่อมาหาผมเพื่อขับเคลื่อนต่อ

ท่านอธิการบดีบอกว่า เรื่องนี้สำคัญระดับประเทศ โดยเฉพาะภาคใต้ จึงจัดตั้งเป็น “โครงการสุวรรณภูมิ” ของม.อ. ประจวบกับ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ขึ้นเป็นรัฐมนตรีอว.(กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม) เห็นเป็นเรื่องสำคัญจึงตั้ง “สถาบันสุวรรณภูมิศึกษา” โดยกระทรวงอว.

ท่านบอกว่า นี่เป็นยุทธศาสตร์ของภูมิภาค เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเดินทางค้าขายตะวันออก-ตะวันตก จีนทำเรื่อง “เส้นทางสายไหม” อเมริกาก็ทำ “เอเชียแปซิฟิกริม” ฯลฯ


“เห็นได้ว่า นี่เป็นจุดยุทธศาสตร์เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ ท่านดร.เอนก ก็ขอให้ผมไปเป็นผู้อำนวยการสถาบันฯ ผมก็ขอทางม.อ.ช่วยเป็นหน่วยสนับสนุนการจัดการ ก็ต้องขอขอบพระคุณทางม.อ.”


ผมทำได้สองปี ก็ส่งมอบให้ท่านอดีตคณบดีคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร เป็นผอ.ต่อ ผมวางมือจากสถาบันฯ ทางม.อ.ก็บอกว่า เป็นยุทธศาสตร์ของภาคใต้ จึงทำต่อ ผมจึงต้องเข้ามาช่วยม.อ.อีกถือเป็นงานเพื่อภาคใต้ ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินงาน


“สถาบันสุวรรณภูมิ” ที่ม.อ.ดำเนินงานขณะนี้มี 3-4 เรื่องที่ขับเคลื่อน หนึ่ง นำไปสู่องค์ความรู้ใหม่ด้านประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความสำคัญมาตั้งแต่ 2,500 ปีที่แล้วซึ่งมีความเจริญรุ่งเรือง เป็นคู่ค้า ผู้ปฏิบัติการและเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ยุคนั้น

เป็นความหมายถึงขั้นพลิกหน้าประวัติศาสตร์เช่น ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเราย้อนไปแค่ยุคสุโขทัย หรืออย่างมากก็สมัยทวาราวดี พ.ศ.1000

แต่ขณะนี่ หลักฐานชี้ชัดว่าไทยมีอารยธรรมที่ไม่ใช่เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนมาตั้งแต่สมัย 2,500 ปีก่อน เป็นการพลิกประวัติศาสตร์ ทั้งภูมิภาคและทั้งโลก

“ที่เคยบอกว่า สุวรรณภูมิ เป็นเรื่องปรัมปราซึ่งไม่ใช่”


อย่างไรก็ตาม ความรู้นี้ เราต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ก็เกิดเครือข่ายความร่วมมือในการศึกษาวิจัยครั้งใหญ่ เช่น ขณะนี้ ทางม.อ. ร่วมกับม.ศิลปากรไปทำ MOU กับสถาบันโบราณคดีแห่งหูหนาน ร่วมกันศึกษาเป็นโครงการใหญ่มากของจีน รวมทั้งอินเดียศรีลังกา ก็สนใจจะร่วมด้วย

โลกตะวันตก เช่น ประเทศเยอรมัน ที่ทำเรื่องโรมัน-กรีก ก็สนใจมาก ก็จะเกิดการขับเคลื่อนเครือข่ายแวดวงวิชาการขนานใหญ่

ทั้งหมดนี้ ก็จะนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ สร้างเครื่องมือ เช่น ม.อ.มีความเชี่ยวชาญห้องแล็ปวิเคราะห์เรื่องต่างๆ ซึ่งเรายังขาดเครื่องมือหรือห้องแล็ปในการวิเคราะห์ ด้านวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี

ขณะนี้ ม.อ.ก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้ เติมเต็มสิ่งที่ประเทศของเราขาด


“จะมีการประชุมสัมมนาใหญ่ในเรื่องนี้ปลายเดือนมกราคมปีหน้า ว่าด้วยประวัติศาสตร์โฉมหน้าใหม่ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยภาคใต้ เป็นหมุดหมายสำคัญ”


การศึกษาเรื่องนี้ คือการนำไปสู่ความรู้ ความรู้นำไปสู่การเสริมสร้างพัฒนา ซึ่งภาคใต้เป็นฐานสำคัญของการท่องเที่ยวของประเทศ


“หลังจากนี้ความรู้สึกในการท่องเที่ยวภาคใต้จะไม่ใช่แค่การมาหาสายลมแสงแดด แต่มีเรื่องของประวัติศาสตร์และอารธรรมที่อยู่เบื้องหลังสิ่งต่างๆ ที่เราพบเห็น” หมอบัญชา กล่าว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *