“หมอชาย”ส่งออกหมอนวด ตั้งเป้ารายได้ 1แสนล้านบาท

chay


สำนักข่าวโฟกัส/สมชาย สามารถ

สงขลา – รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกพัฒนาหมอนวดไทยส่งออกทั่วโลกสร้างชื่อเหมือนมวยไทย วานแผนการผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้เพียงพอต่อความต้องการ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 100,000 ล้านบาทต่อปี
นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวระหว่าง เข้ารับฟังการนำเสนอ “โครงการพัฒนาเมืองสุขภาพ (Healthy City) โดยมีโรงพยาบาลหาดใหญ่ 2 เป็นศูนย์กลางการพัฒนา” พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข จากสภาเศรษฐกิจหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ ห้องสราญรมย์ A โรงแรมนิวชีชั่นสแควร์ หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาว่า เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขยังไม่ถึงเดือน ก็ได้รับมอบหมายให้ดูแล 2 กรมหลัก คือ กรมอนามัย กับกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก และอีก 5 สถาบัน ซึ่ง 2 กรมหลักที่ดูแลก็คือกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก


“ผมให้นโยบายว่าผมอยากเห็นหมอนวดไทยไปอยู่ทั่วโลก สร้างชื่อเสียงเหมือนมวยไทย และสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยให้มากที่สุด กำลังวางแผนการผลิตแพทย์ไทยให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด และผลิตภัณฑ์สมุนไพรควบคู่กับหมอนวดแผนไทยด้วย”
อยากให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยต้องไปสู่ระดับโลก และการแต่งกายของหมอนวดแผนไทยก็อยากให้เป็นแบบไทย ๆ ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจต้องให้ได้ปีละ 100,000 ล้านบาทให้ได้


2.กรมอนามัย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือการเสริมสร้าง กับอีกส่วนหนึ่งคือการซ่อมแซม สำหรับส่วนเสริมสร้างไปดูเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ผลกระทบต่อพี่น้องสุขภาพคนไทย เรื่องความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาน เราเห็นโรงงานอุตสาหกรรมมาอยู่บ้านเราเต็มไปหมด
“เราคิดแต่มุมว่านี่คือความเจริญ แต่เราย้อนกลับไปสู่สิ่งแวดล้อมไม่ว่าน้ำ ไม่ว่าอากาศ ตอนนี้เราได้สูญเสียเอกราชทางด้านสิ่งแวดล้อมไปแล้ว ล้วนแล้วแต่มีผลกับสุขภาพคนไทยทั้งสิ้น”


ก็เลยมีนโยบายว่าการดูแลสุขภาพคนไทยต้องทำมาตั้งต้นทาง ต้องให้กรมอนามัยลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกระทรวงอุตสาหกรรม จะต้องดูแลเข้มงวดกวดขันโรงงานอุตสาหกรรม วันนี้โรงงานอุตสาหกรรมริมคลองอู่ตะเภา โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสีย ระบบนิเวศน์ถูกทำลายตลอดทั้งคลอง


“ระหว่างทาง ก่อนที่น้ำจะลงสู่ทะเลสาบสงขลา เรานำน้ำจากคลองมาผลิตน้ำกิน น้ำใช้ น้ำประปา น้ำภาคการเกษตร พี่น้องชาวหาดใหญ่เราไม่ได้ก่อกรรมทำเข็ญกับโรงงานอุตสาหกรรมเลย แต่พวกเราต้องมานั่งรับกรรมจากน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม”


สิ่งเหล่านี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และต่อสู้มาโดยตลอด แต่ต่อไปนี้ต้องออกกฎหมาย ผมได้คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมว่า คุณต้องออกกฎหมาย คุณปรับแค่ 20,000 บาท มันไม่คุ้มกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพี่น้องเรา คนหาดใหญ่ คนไทย ป่วยเป็นโรคมะเร็งมากขึ้น ๆ ให้กรมอนามัยมาดูปลายทางอย่างเดียวไม่เพียงพอ


กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เหมือนกัน วันนี้ป่าไม้ถูกทำลายไปจำนวนมาก ดูที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงรายที่เกิดน้ำท่วม เกิดจากสิ่งแวดล้อมถูกทำลายทั้งสิ้น ฉะนั้นทางกรมอนามัยต้องทำ MUO กับกระทรวงอุตสาหกรรมว่าคุณต้องเอาผืนป่ากลับคืนมา มาที่กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น มีประปาหมู่บ้านเต็มหมด แต่ปรากฏว่าน้ำประปาหมู่บ้านเราไม่ค่อยได้ตรวจสอบคุณภาพเลย สร้างประปามา 5 ปี ไม่ได้ตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการเสริมสร้างต้องวางรากฐานตั้งแต่ต้น ต้องมาทำ MUO ร่วมกัน


สำหรับการซ่อมแซมก็คือโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลถ้าเปรียบเป็นการค้าการขายปัจจุบันมีลูกค้ามากขึ้น เพราะสุขภาพของคนไทยแย่ลง วันนี้โรค NCD (โรคที่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต) ไม่เกิดจากเชื้อโรคและไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้
ปรากฏว่าเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขต้องใช้งบประมาณ 100,000 กว่าล้านบาทต่อปีในดูแลโรค NCD เช่นโรคอ้วน โรคมะเร็ง ที่เกิดจากตัวเราเอง เพราะฉะนั้นคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่คนไทยต้องลุกขึ้นมารณรงค์เรื่องโรค NCD เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ที่สำคัญทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส 1.6 ล้านล้านบาท


เนื่องจากมีผลกระทบสุขภาพและการทำงาน ทำงานได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ระบบสั่งงาน ต้องถูกปลดออกจากงานก่อนกำหนด ทำให้สูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ จึงเป็นเรื่องที่เราต้องตั้งหลักคิดใหม่ เพื่อต่อสู้กับโรค NCD

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *