24 ธันวาคม เวลา 09.50 น. นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ โฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศบนเวทีดีเบตว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 โดยระบุว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่มุ่งสร้างความแตกแยก มากกว่าการแสวงหาความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า
นายอัครแสนคีรี ระบุว่า เชื่อว่าประชาชนยังจดจำบทเรียนทางการเมืองในอดีตได้เป็นอย่างดี ทั้งกรณีการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติ การบริหารประเทศที่นำไปสู่วิกฤติความขัดแย้งและความสูญเสียในพื้นที่เมืองหลวง รวมถึงปัญหาการจัดการที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน ตลอดจนความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จากการบริหารหนี้และทรัพย์สินของชาติ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการขายทรัพย์สินของประเทศให้ต่างชาติในราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง
นอกจากนี้ ยังมีกรณีการผิดคำประกาศทางการเมืองในอดีต เมื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เคยยืนยันว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายกลับมีมติพรรคเข้าร่วมรัฐบาล อีกทั้งยังมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตซื้อเสียง และกรณีสมาชิกพรรคบางรายต้องโทษจำคุก ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมรับรู้มาอย่างต่อเนื่อง
โฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวย้ำว่า การเมืองในยุคปัจจุบันควรมุ่งสร้างความสมานฉันท์ ความร่วมมือ และความหวังให้กับประชาชน ไม่ใช่การใช้วาทกรรมหรือพฤติกรรมที่นำไปสู่ความแตกแยก พร้อมชี้ว่า พรรคการเมืองบางพรรค เมื่อได้เป็นรัฐบาลมักนำไปสู่วิกฤติ แต่เมื่อไม่ได้เป็นรัฐบาลกลับเลือกใช้วิธีการนอกระบบ ปลุกเร้าความขัดแย้งในสังคม ซึ่งประชาชนยังจดจำบทบาทของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตที่เคยออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน จนนำไปสู่การรัฐประหารในที่สุด
ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรม ยืนยันจุดยืนพร้อมทำการเมืองเชิงสร้างสรรค์ ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเชื่อมั่นว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินจากผลงานและแนวทางการทำงานที่เป็นรูปธรรมในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ไม่ใช่เพียงวาทกรรมหรือคำสัญญาที่สวยหรู
นายอัครแสนคีรี กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลการเลือกตั้งในอนาคตยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม แต่โดยส่วนตัวมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่น่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น การออกมาระบุว่าจะจับมือหรือไม่จับมือกับพรรคใด จึงไม่น่าจะเป็นผู้กำหนดทิศทางการเมืองได้


