ความแตกต่างและทางแก้!ห้ามนำเข้ากุ้ง-ปลากะพง:มาเลย์-ไทย

แทมเพลตข่าว 33

สัมภาษณ์พิเศษ
นายบัญชา สุขแก้ว อดีตอธิบดีกรมประมง
สมชาย สามารถ : สำนักข่าวสงขลาโฟกัส

หลังจากที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ยื่นหนังสือนายกรัฐมนตรี กรณีประเทศมาเลเซีย ได้ระงับการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย 5 ชนิด วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกและราคาในอนาคต

โดยระบุว่า มาตรการระงับการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทยของประเทศมาเลเซีย มีสาเหตุมาจากการที่กรมประมงได้ใช้มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) สำหรับการนำเข้าปลากะพงขาวจากประเทศมาเลเซีย เมื่อปี 2568

นายบัญชา สุขแก้ว อดีตอธิบดีกรมประมง ผู้ลงนามในประกาศกรมประมง มาตรการยกระดับมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ถึง 4 ฉบับ (รวมฉบับล่าสุด วันที่ 6 พ.ค. 2568) เปิดเผยว่า

มาตรการยกระดับมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ที่ใช้ เป็นมาตรการที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์สากล เนื่องจากมีการตรวจพบเจอสารตกค้างในปลากะพงขาวที่นำเข้าจากประเทศมาเลเซีย ได้แก่ คลอแรมแฟนิศอล (Chloramphenicol) มาลาไคท์nรีน (Malachite green) สารในกระบวนการสร้างและสลายของกลุ่มไนโตรฟูแรน (Nitrofuran metabolites) และยาต้านจุลชีพในกลุ่มฟลูโอโรควิโนโลน (Fluoroquinolone)

สารกลุ่มนี้ เมื่อบริโภคเข้าใจจะเป็นสารตั้งต้นของโรคมะเร็ง เราจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ที่เริ่มจากเบาไปหาหนักอย่างต่อเนื่องกว่า 1 ปี

แม้กระทั่งให้ทางหน่วยงานราชการของมาเลเซียออกใบรับรองแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการตรวจพบสารตกค้างเหล่านี้อยู่

“เมื่อยังเจอสารตกค้างก็ต้องมีการยกระดับมาตรการ ด้วยการอายัดสินค้าปลากะพงขาวแซ่เย็นและแช่แข็งจากประเทศมาเลเซียทุกรอบการนำเข้า และเก็บตัวอย่างสินค้าเพื่อส่งวิเคราะห์ตรวจสอบหาสารตกค้างโดยแลปที่มาตรฐาน”

โดยผลการตรวจต้องใช้เวลา 10 กว่าวัน และหากมีการตรวจพบสารตกค้าง ก็ต้องมีการสั่งทำลายหรือส่งคืนต้นทางสินค้า แต่หากตรวจไม่พบสารตกค้าง จึงอนุญาตให้นำเข้า เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ

“การใช้มาตรการดังกล่าวทำให้ปลากะพงขาวที่นำเข้ามาจากประเทศมาเลเซียไม่มีสถานที่เก็บระหว่างรอผลการตรวจหาสารตกค้างจากป้องแลป จึงไม่มีการนำเข้าเนื่องจากนำเข้าไม่ได้”

เมื่อไม่สามารถนำเข้าปลากะพงขาวแช่เย็นและแช่แข็งจากประเทศมาเลเซียได้ก็ส่งผลกระทบต่อการส่งออกปลากะพงขาวของมาเลเซียที่นำเข้ามาในประเทศไทยปีละ 12,000 ตัน

ในขณะเดียวกัน เมื่อไม่มีการนำเข้าปลากะพงขาวมาจากประเทศมาเลเซีย ก็มีผลกระทบเชิงบวกกับปลากะพงขาวในประเทศไทยราคาปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากไม่มีปลากะพงขาวจากมาเลเซียแย่งตลาดด้วยราคาที่ต่ำกว่า

“นี่คือที่มาของการใช้มาตรการ มาเลเซียก็พยายามที่จะเจรจาว่าให้ไทยผ่อนปรนมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ซึ่งเขาก็รู้ว่าเราดำเนินการมาตรการที่ถูกต้องตามหลักการทั่วไปไม่ใช่การกลั่นแกล้งใด ๆ”

แต่เป็นการยกระดับมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศ โดยไม่ให้มีสารตกค้างในสินค้าปลากะพงขาวแช่เย็นและแช่แข็งจากประเทศมาเลเซีย

สำหรับเรื่องการสั่งระงับการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทยของประเทศมาเลเซียนั้น จะเป็นกุ้งขาวแวนนาไม ที่เลี้ยงในพื้นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนครศรีธรรมราชบางส่วน

“กุ้งขาวแวนนาไมที่ประเทศมาเลเซียนำเข้าจากจังหวัดในภาคใต้เดือนละประมาณ 200 ตัน ซึ่งกุ้งขาวแวนนาไมที่ส่งไปยังประเทศมาเลเซียเป็นกุ้งที่มีคุณภาพ”

สาเหตุที่ประเทศมาเลเซียต้องนำเข้ากุ้งขาวแวนนาไมเนื่องจากในประเทศมาเลเซียมีน้อย ฉะนั้น กุ้งที่ส่งไปประเทศมาเลเซียเป็นกุ้งขาวแวนนาไม เป็นกุ้งเลี้ยง ไม่ใช่กุ้งที่จับได้ตามธรรมชาติ

“การสั่งห้ามนำเข้ากุ้งจากไทยของประเทศมาเลเซียที่เป็นการประกาศห้ามนั้น ไม่ได้มีมาตรการยกระดับเหมือนที่ไทยดำเนินการ และไม่ทราบว่าเขาไม่พอใจเรื่องอะไร จึงสั่งห้าม”

หรืออาจจะมีการนำเข้ากุ้งจากประเทศเอกาวาดอร์ และอินเดียเข้ามาแทน เนื่องจากราคากุ้งจากเอกาวาดอร์และอินเดียมีราคาถูกมาก เนื่องจากเป็นกุ้งคุณภาพต่ำกว่าของไทย

“ประเทศไทยห้ามมีการนำเข้ากุ้งจากประเทศเอกาวาดอร์ และอินเดีย เนื่องจากมีโรค ทำให้ราคากุ้งของเอกาวาดอร์ และอินเดียต่ำมากเมื่อเทียบกับกุ้งขาวแวนนาไมของไทย”

กุ้งของเอกาวาดอร์ และอินเดีย ขนาด 100 ตัวต่อกิโลกรัม ราคา 60-70 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาจะแตกต่างกันมากเมื่อเทียบกับกุ้งขาวแวนนาไมของไทย

ฉะนั้น การที่มาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย ก็อาจจะมีความเป็นได้ได้ว่ามาเลเซียได้นำเข้ากุ้งจากประเทศเอกาวาดอร์ และอินเดีย แทนการนำเข้ากุ้งจากไทย

แต่ก็ยังเชื่อว่ามาเลเซียยังมีความจำเป็นต้องนำเข้ากุ้งจากไทย เนื่องจากความต้องการกู้งที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหาร ภัตตาคาร ที่เขาต้องการกุ้งคุณภาพ และมีความสดกว่า

“อย่าลืมว่ากุ้งจากเอกาวาดอร์ และอินเดีย กว่าจะมาถึงมาเลเซียต้องใช้เวลา 10 กว่าวัน ต่างจากกุ้งจากไทยที่ใช้เวลาแค่วันเดียวเท่านั้น จึงเทียบกันไม่ได้เรื่องคุณภาพและความสด”

ถามว่าการที่มาเลเซียสั่งระงับนำเข้ากุ้งไทยมีผลกระทบมั๊ย ก็ต้องยอมรับว่ามีผลกระทบในระยะสั้น แต่ถามว่าในระยะยาวจะเป็นอย่างไร ก็ยังเชื่อว่าอย่างไรก็ตามมาเลเซียก็ยังมีความจำเป็นต้องนำเข้ากุ้งจากไทย

และการสั่งห้ามนำเข้ากุ้งจากไทยของประเทศมาเลเซียนั้นถือเป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักการค้าในอาเซี่ยน แต่ก็ยังไม่เห็นรายละเอียดของคำสั่งหรือประกาศดังกล่าวว่าเป็นอย่างไร

ซึ่งหลักปฏิบัติจะต้องระบุว่าการสั่งห้ามนำเข้าด้วยสาเหตุอะไร เหมือนกับมาตรการยกระดับมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ที่ไทยใช้กับการนำเข้าปลากะพงขาวแช่เย็นและแช่แข็งจากมาเลเซีย

“กรณีปลากะพงขาวแช่เย็นและแช่แข็งจากประเทศมาเลเซียนั้น เราไม่ได้สั่งห้ามนำเข้าน่ะ แต่เป็นมาตรการตรวจสารตกค้างด้วยวิธีการอายัดสินค้าอายัดสินค้าทุกรอบการนำเข้า”

แต่กรณีของมาเลเซียอยู่ ๆ มีการสั่งห้ามการนำเข้ากุ้งจากไทย ซึ่งวิธีปฏิบัติดังกล่าวถือว่าไม่ถูกต้อง ด้วยกติกาการค้าเสรีในอาเซี่ยน เพราะการสั่งห้ามได้นั้นมีอยู่สองกรณี

กรณีแรกคือ เรื่องโรค ถ้ามีโรคก็สั่งห้ามนำเข้าได้ ซึ่งกุ้งขาวแวนนาไมของไทยไม่ปรากฎว่ามีโรค ซึ่งปลากะพงขาวจากมาเลเราไม่ได้ยกระดับมาตรการเนื่องจากโรค

กรณีที่สองคือ เมื่อตรวจพบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเรามีการตรวจพบว่าปลากะพงขาวแช่เย็นและแช่แข็งที่นำจากประเทศมาเลเซียนั้นมีสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน

และแม้ว่า เราจะตรวจพบมีสารตกค้างเกินค่ามาตรฐานในปลากะขาวจากมาเลเซีย แต่เราก็ไม่ได้ห้ามนำเข้า เราแค่ยกระดับด้วยการอายัดสินค้าอายัดสินค้าทุกรอบการนำเข้า จนกว่าจะรู้ผลการตรวจ

“การดำเเนินการของไทยสำหรับยกรณีปลากะพงขาวแช่เย็นและแช่แข็งจากประเทศมาเลเซีย เป็นการดำเนินการตามหลักการปกติทั่วไป”

..

แต่การสั่งห้ามนำเข้ากุ้งจากไทยของมาเลเซีย ห้ามนำเข้าด้วยเหตุผลใด เช่น เจอโรคในกุ้งจากไทย ซึ่งก็ไม่ปรากฏหรือเจอสารตกค้างในกุ้งจากไทยก็ไม่มีอ้างว่าพบสารตกค้างอะไร

ซึ่งกรณีดังกล่าวก็จะต้องมีการเจรจกันในระดับนโยบายว่าการสั่งห้ามนำเข้ากุ้งจากไทยด้วยเหตุผลอะไร และให้ถือว่าปฏิบัติตามกติการค้าโลก (WTO) และอาเซี่ยน (อาฟต้า)

“การที่จะมีการกีดกันทางการค้าจะต้องมีหลักเกณฑ์ เช่น มีการตรวจพบโรคและตรวจพบสารตกค้างและที่สำคัญจะมาอ้างว่าเป็นเพราะเรามีมาตรการตรวจสารตกค้างในปลากะพงของเขา”

เพื่อให้เราลดมาตรการในการตรวจสารตกค้างในปลากะพงขาวเพื่อแลกกับการให้คุณยกเลิกคำสั่งระงับการนำเข้ากุ้งจากไทยไปแลกเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมควร

“ปัจจุบัน มาเลเซียนำเข้ากุ้งขาวแวนนาไมจากไทยเดือนละ 200 ตัน หรือปีละประมาณ 2,000-2,400 ตัน แต่เรานำเข้าปลากะพงขาวจากมาเลเซียปีละประมาณ 12,000-14,000 ตัน”

ที่ผ่านมา ปลากะพงขาวจากมาเลเซียส่งเข้าจำหน่ายไม่เฉพาะในภาคใต้ แต่ขยายมาถึงพื้นที่ชั้นในพื้นที่ภาคกลาง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงในประเทศไทยอย่างมากที่ผ่านมา

แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ต้องไปดูว่ามาเลเซียมีการนำเข้ากุ้งจากเอกาวาดอร์ และอินเดียเท่าไหร่ แล้วหาข้ออ้างเพื่อมาระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย เนื่องจากนำเข้ากุ้งจากเอกาวาดอร์ และอินเดียเข้ามาแทนหรือไม่

ในขณะที่ปลากะพงขาวจากมาเลเซียก็ยังสามารถส่งออกมายังประเทศไทยได้อยู่ เพราะไทยไม่ได้มีการห้ามนำเข้าปลากะพงขาวจากมาเลเซียแต่อย่างใด

“ลึก ๆ ระยะยาวเชื่อว่ามาเลเซียก็ยังต้องนำเข้ากุ้งขาวแวนนาไมจากไทย เนื่องจากเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคกุ้งที่มีคุณภาพ และความสดกว่ากุ้งนำเข้าจากเอกาวาดอร์ และอินเดีย ซึ่งเป็นกุ้งคุณภาพต่ำ”

ฉะนั้น การเจรกับมาเลเซียต้องไปดูว่าสาเหตุที่แท้จริงของการห้ามนำเข้ากุ้งจากไทยมาจากสาเหตุอะไรกันแน่ โดยที่ทางกระทรงพาณิชย์และกรมประมงจะต้องดูข้อมูลให้รอบด้าน

“การเลี้ยงกุ้งในประเทศมาเลเซียน้อยมาก ต่างกับการเลี้ยงปลากะพงขาวเยอะมากปีละปลายแสนตัน ซึ่งตลาดส่งออกปลากะพงขาวมาเลเซียก็คือไทยส่วนหนึ่ง ฉะนั้นมาเลเซียก็ทำหาวิธีการในการะบายปลากะพงให้ได้”

โดยใช้สื่อของไทยในการยกสาเหตุที่มาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้งจากไทยว่า เกิดจากไทยยกระดับมาตรการตรวจสารตกค้างด้วยวิธีการอายัดสินค้าอายัดสินค้าปลากะพงขาวแช่เย็นและแช่แข็งทุกรอบการนำเข้า”

และอยากให้ทาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้ามาดูด้วย เรื่องสารตกค้าง ทางกรมประมงได้รับมอบอำนาจให้ทำหน้าที่ตรวจ ติดตามเท่านั้น แต่การสั่งห้ามนำเข้านั้นทางกรมประมงไม่มีอำนาจ

สั่งปรับกรมประมงก็ไม่มอำนาจ ปัจจุบันกรมประมงได้รับมอบอำนาจจาก อย.แค่นี้ เพราะฉะนั้นที่ผ่านกรมประมงก็ทำเต็มที่ทำตามอำนาจที่มีอยู่ทุกอย่างแล้ว ก็คือ ตรวจ เก็บตัวอย่าง

เมื่อเจอสารตกค้าต้องนำส่ง อย. ให้อย.สั่งปรับ และอย.อนุมัติให้ทำลายของกลาง แต่ถ้าส่งกลับทางกรมประมงมีอำนาจในการส่งกลับ เนื่องจากเป็นด่านตรวจ

“กรมประมงไม่มีอำนาจโดยตรง กรมประมงก็จะดูเรื่องเพาะเลี้ยง เรื่องโรค แต่เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ อำนาจโดยตรงกรมประมงไม่มี”

โดยเฉพาะ อย.มีหน้าที่คุ้มครองการบริโภคของคน อะไรก็ตามที่กินเข้าไปในร่างกาย อย.คุมทั้งหมด แต่กรมประมงเขามอบอำนาจให้ว่าถ้าเป็นปลา เป็นสัตว์น้ำ 8 ชนิด เป็นปลาเขามอบให้กรมประมงเป็นผู้ดำเนินการบางส่วนเท่านั้นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *