“ประมงสงขลา” ยืนยันแก้ปัญหาโพงพางร่องน้ำทะเลสาบสงขลาต่อเนื่อง ชณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ 6 คือการบังคับใช้กฎหมายตามความจำเป็น หลังจับกุมไปแล้ว 8 คดี ขณะนี้เตรียมรื้อถอน เผยล่าสุด 11 มิถุนายน ผู้ว่าฯตั้งคณะทำงาน
หลังจากที่ สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา ได้ประกาศให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างลงในที่จับสัตว์น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่บริเวณร่องน้ำทะเลสาบสงขลา ตั้งแต่บริเวณหัวพญานาค ไปจนถึงท่าเทียบเรือประมงสงขลา 2 (ท่าสะอ้าน) ระยะทางกว้าง 300 เมตร ยาว 5,000 เมตร ออกจากบริเวณดังกล่าว ภายในกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่ที่ปิดประกาศคำสั่งนี้ ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 หากไม่มีการรื้อถอน เครื่องมือประมงประเภทโพงพาง และหรือเครื่องพันธนาการอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป


ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2568 ณ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสงขลา ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายสังคมเกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานการประชุมการแก้ไขปัญหาโพงพางในทะเลสาบสงขลา
นายเจริญ โอมณี ประมงจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้ ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงาน เนื่องจากเป็นปัญหาที่คาราคาซัง
“อยากจะให้พี่น้องที่ทำโพงพาง ได้เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ตัดอาชีพ แต่เป็นอนาคตของการพัฒนาจังหวัด และปัจจุบันได้ทำคำสั่งเพิ่มเติมและเตรียมการรื้อถอน” นายเจริญ กล่าว และว่า
ตอนนี้ที่กำหนดรื้อถอนระยะทางกว้าง 300 เมตร ยาว 5,000 เมตร จำนวน 159 ช่อง เดิมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษไปแล้ว และมีการจับกุมซึ่งหน้าไปทั้งหมด 8 คดีซึ่งหมายถึึงการจับกุมผู้กระทำผิด และศาลก็ได้ตัดสินแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องทำการรื้อถอน โดยการบูรณาการหลายหน่วยงานในการดำเนินการ
“ขณะนี้ งบประมาณในการรื้อถอนได้มาเรียบร้อยแล้ว ก็อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการ ซึ่งส่วนกลางกำหนดไว้ 7 มาตรการในการบังคับใช้กฎหมาย”นายเจริญ กล่าวต่อว่า ในขั้นตอนที่ 6 การบังคับใช้กฎหมายตามความจำเป็น ในขณะที่ขั้นตอนที่ 1-5 เราได้ดำเนินการตั้งแต่การสร้างการรับรู้มาทุกอย่าง การพูดคุย จนถึงขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ 6 คือการบังคับใช้กฎหมายตามความจำเป็น ส่วนในขั้นที่ 7 คือการตรวจตราหลังจากที่ทำการรื้อถอนแล้ว เพื่อไม่ให้มีเพิ่มขึ้นมา ซึ่งกำหนดมาก่อนแล้ว โดยสรุปการดำเนินการโพงพางขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการรื้อถอน
“อยากฝากประชาสัมพันธ์ไปถึงพี่น้อง และต้องขออภัยที่อาจจะต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องที่ทำโพงพางว่า เจ้าหน้าที่รัฐก็มีหน้าที่ ๆ ต้องปฏิบัติ”ซึ่งจะเป็นรื้อบางส่วน ยังไม่ได้รื้อทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นมาตรการระยะยาว ที่จะต้องหารือเพื่อแก้ปัญหากันอีกครั้งหนึ่ง “ที่เราต้องรื้อในระยะเร่งด่วน คือปากร่องน้ำทะเลสาบเพื่อการเดินเรือ การขนถ่ายสินค้า หรือการเดินเรือท่องเที่ยว ให้เรือสำราญสามารถเดินทางผ่านร่องน้ำได้ 159 ช่อง ตามแผนได้กำหนดไว้”
สำหรับคำสั่งเพิ่มเติมของโพงพางในทะเลสาบสงขลาประมาณ 1,000 กว่าช่อง บริเวณที่ยาวไปจนถึงเขตปากขาดปากรอ ควนเนียง รวมถึงเกาะยอโดยพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นแผนระยะยาว ซึ่งกำหนดโครงการไว้ผ่านคณะกรรมการประมงแห่งชาติ เพื่อเตรียมที่จะนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.)
“ขั้นตอนปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนที่ 6 คือการบังคับใช้กฎหมาย การบูรณาการร่วมกัน จำนวน 8 คดี ที่จับกุมตามที่เป็นข่าวและมีการปิดแพขนานยนต์ ก็เข้าใจทั้งสองฝ่าย เจ้าหน้าที่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายตามหน้าที่”ฉะนั้น ที่ดูเหมือนว่าจะเงียบไปสำหรับการแก้ปัญหาโพงพางนั้น ยังดำเนินการอยู่ไม่ได้ยกเลิกแต่อย่างใด เนื่องจากโพงพางเป็นเครื่องมือทำการประมงที่ผิดกฎหมาย แต่การแก้ปัญหาจะดำเนินการเป็นระยะ ๆ ไป ก็อยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจด้วย สำหรับประกาศเรื่อง ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างลงในที่จับสัตว์น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ บริเวณร่องน้ำทะเลสาบสงขลา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมานั้น ตามประกาศสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา ที่ 2/2567
เรื่อง แนวร่องน้ำเพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2567 ซึ่งกรมเจ้าท่าได้กำหนดแนวเขตร่องน้ำ (ร่องใน) ตั้งแต่หัวพญานาค จนถึงท่าเทียบเรือประมงใหม่ (ท่าสะอ้าน) มีความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร โดยมีระยะห่างจากชายฝั่งถึงหลักไฟขอบร่องน้ำประมาณ 300 เมตร จากฝั่งอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือและการคมนาคมทางน้ำนั้น ประกอบกับพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และแก้ไขเพิ่มเติม ได้ตรวจพบเครื่องมือประมงโพงพาง ซึ่งเป็นเครื่องประมงที่ผิดกฎหมาย และอยู่ในลักษณะกีดขวางร่องน้ำ เป็นอันตรายต่อการเดินเรือ ติดตั้งลงในทะเลที่จับสัตว์น้ำบริเวณตร่องน้ำทะเลสาบสงขลา ตามประกาศของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลาข้างต้นอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 67 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดใช้หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อใช้ซึ่งเครื่องมือทำกาประมงโพงพาง และตามมาตรา 346 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 67 (1) ต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท หรือปรับห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่าอาศัยอำนาจตามมาตรา 303 วรรคสาม แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และแก้ไขเพิ่มเติม พนักงานเจ้าหน้าที่จึงออกคำสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองรื้อถอนเครื่องมือประมงประจำที่ประเภทโพงพางและหรือเครื่องพันธนาการอื่นใดที่เกี่ยวข้อง บริเวณร่องน้ำทะเลสาบสงขลา ตั้งแต่ช่วงบริเวณหัวพญานาค ไปจนถึง ท่าเทียบเรือประมงสงขลา 2 (ท่าสะอ้าน) ระยะทางกว้าง 300 เมตร ยาว 5,000 เมตร ออกจากบริเวณดังกล่าว ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ปิดคำสั่งนี้ หากไม่มีการรื้อถอน เครื่องมือประมงประเภทโพงพาง และหรือเครื่องพันธนาการอื่นใดที่เกี่ยวข้องภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป



ปิดคำสั่ง ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 ต่อมา ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้ทำหนังสือถึงประมงจังหวัดสงขลาและผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาสงขลา พร้อมสำเนาหนังสือนายเดชอิศม์ ขาวทอง ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 จำนวน 1ชุด
ด้วยจังหวัดสงขลา ได้รับหนังสือจาก นายเดชอิศม์ ขาวทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 5 แจ้งว่าได้ลงพื้นที่หารือกับผู้ประกอบการประมงพื้นบ้าน (โพงพาง) ที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีมีคำสั่งรื้อถอนโพงพางในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งผลการหารือได้มอบหมายให้นายเดชอิศม์ ขาวทอง เป็นคนกลางในการเจรจาหาทางออก และอาจใช้เวลาพอสมควร
จึงขอความอนุเคราะห์ชะลอการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง (โพงพาง) ออกไปพลางก่อน จนกว่าทุกฝ่ายจะได้ข้อสรุปร่วมกันซึ่งในการทำหน้าที่คนกลางในการเจรจาหาทางออกไม่สำเร็จ เนื่องจากผู้ประกอบการประมงพื้นบ้าน (โพงพาง) ต้องการเงินเยียวยาจากการรื้อถอนโพงพางรายละ 500,000 บาท อบจ.สงขลาปรับแผน5ปีตามนโยบายที่“นายกสุพิศ”แถลงต่อสภา
วันนี้ (20 มิ.ย. 68) ณ ห้องประชุมติณสูลานนท์ ชั้น 2 ศูนย์บริบาลผู้สูงอายุองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ต.พะวงอ.เมือง จ.สงขลา
นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา เป็นประธานการประประชาคมท้องถิ่น เพื่อพิจารณาร่างแผนพัฒนาท้องถิ่น(พ.ศ.2566 – 2570) เพิ่มเติม ครั้งที่ 2/2568 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา
พร้อมด้วย นายฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์ รองนายก อบจ.สงขลา , นางปิยนันท์ สิงห์ทอง รองปลัดฯ รักษาราชการแทนปลัดอบจ.สงขลา, นายอภิชัย เกื้อก่อบุญ , รองปลัด อบจ.สงขลา , นางสุภาณี วรจินต์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ อบจ.สงขลา
มี นายทวีศักดิ์ อรัญดร ประธานสภา อบจ.สงขลา, นายพรชัย พาณิชกรณ์ รองประธานสภาฯ คนที่ 1, นายวรพงศ์ปราบ รองประธานสภาฯ คนที่ 2, นายธนิศร์ ทองสุข เลขานุการนายกอบจ.สงขลา /พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาอบจ. คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนา และคณะกรรมการพัฒนาอบจ.สงขลา ตลอดจนผู้แทนส่วนราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ในนามคณะกรรมการพัฒนาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและประชาคมท้องถิ่นเข้าร่วม
ทั้งนี้ อบจ.สงขลา ได้ประกาศใช้แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2566 – 2570) องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา แก้ไขเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมรวมทั้งหมด 38 ฉบับ ประกอบกับ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้แถลงนโยบายต่อสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เมื่อคราวการประชุมสมัยสามัญ สมัยแรกประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 อบจ.สงขลา จึงมีความจำเป็นต้องนำนโยบายมาดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วทันการณ์ เป็นไปตามนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่องและมีความคุ้มค่า จำเป็นต้องทบทวนแผนงาน โครงการที่ปรากฏตามแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2566-2570) ให้สอดคล้องรองรับกับนโยบายดังกล่าว สามารถนำไปพัฒนาท้องถิ่นแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง
โดยการเพิ่มเติมแผนพัฒนาท้องถิ่นต้องดำเนินการ ตามข้อ 22 แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติมที่กำหนดว่า “คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่นและประชาคมท้องถิ่นพิจารณาร่างแผนพัฒนาท้องถิ่นที่เพิ่มเติม” เมื่อรับทราบและเห็นชอบ เสนอผู้บริหารท้องถิ่นประกาศใช้ เพื่อให้แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2566-2570) เพิ่มเติมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นแผนที่มีประสิทธิภาพสามารถใช้ในการบริหารงานได้อย่างเหมาะสม ตรงตามความต้องการ และสามารถแก้ไขปัญหาความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาร่างแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2566-2570) เพิ่มเติม ครั้งที่ 2/2568 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และคณะกรรมการพัฒนาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้ให้ความเห็นชอบ
โอกาสนี้ นายกสุพิศ ได้กล่างย้ำถึงการพิจารณาร่างแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2566 – 2570) เพิ่มเติมว่าต้องมีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อนำพาสงขลาไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
(ขอบตุณ : ข้อมูล/ภาพ : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ อบจ.สงขลา)


