สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) — พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ออกคำสั่งด่วนที่สุดถึงหน่วยปฏิบัติจราจรทั่วประเทศ ทั้งนครบาล (บชน.), ภูธรภาค 1-9 และสอบสวนกลาง (บช.ก.) ให้เริ่มดำเนินมาตรการ “ว่ากล่าวตักเตือนประชาชนก่อนออกใบสั่ง” โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569
ขานรับนโยบาย “6 เร่งรัด” มุ่งสร้างวินัยมากกว่าค่าปรับ
คำสั่งดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนนโยบายบริหารราชการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ในหัวข้อ “6 เร่งรัด” โดยเฉพาะข้อ 5 ที่เน้นการกวดขันเสริมสร้างวินัยจราจรอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยบนท้องถนนมากกว่าการมุ่งเน้นผลการเปรียบเทียบปรับเพียงอย่างเดียว
ภายใต้มาตรการนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะใช้หลักรัฐศาสตร์ควบคู่กับหลักนิติศาสตร์ ตามอำนาจใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140 ซึ่งให้อำนาจเจ้าพนักงานจราจรในการว่ากล่าวตักเตือนได้ในกรณีที่เห็นสมควร
ใช้ระบบ PTM บันทึกประวัติ “เตือนได้แต่ห้ามทำผิดซ้ำ”
หัวใจสำคัญของมาตรการนี้คือการนำเทคโนโลยี ระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร (Police Ticket Management หรือ PTM) มาใช้บันทึกประวัติการว่ากล่าวตักเตือน เพื่อความโปร่งใสและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:
1. การกระทำผิดครั้งแรก: เมื่อเจ้าหน้าที่พบการกระทำผิดกฎหมายจราจร จะดำเนินการเรียกตรวจและว่ากล่าวตักเตือนเป็นอันดับแรก พร้อมบันทึกประวัติลงในระบบ PTM
2. การกระทำผิดซ้ำ: หากระบบ PTM ตรวจพบว่าผู้ขับขี่คนเดิมมีการกระทำผิดซ้ำในข้อหาเดิมหรือข้อหาอื่นที่เคยได้รับการตักเตือนไปแล้ว เจ้าหน้าที่จะดำเนินการออกใบสั่งและบังคับใช้กฎหมายเพื่อเปรียบเทียบปรับตามปกติทันที
ยกระดับภาพลักษณ์และลดอุบัติเหตุยั่งยืน
ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร (ศจร.ตร.) ระบุว่า มาตรการนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชน ลดความขัดแย้งในขณะปฏิบัติหน้าที่ และสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเคารพกฎจราจรจากจิตสำนึก เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการลดจำนวนอุบัติเหตุและความสูญเสียบนท้องถนนอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนให้รักษาวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด แม้จะมีมาตรการผ่อนปรนการตักเตือน แต่ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนยังคงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ


