”SEA สงขลา-ปัตตานี“เสร็จม.อ.ส่งสภาพัฒน์-เสนอครม.

แทมเพลตข่าว 10 1

รศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวกับ ”สงขลาโฟกัส“ ถึงการดำเนินงานโครงการการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี ว่า ขณะนี้กระบวนการทั้งหมดใกล้เสร็จสมบูรณ์ เตรียมนำเสนอสภาพัฒน์ฯ นำสู่ครม. พร้อมแนบข้อเสนอแนะของประชาชนและภาคเอกชนสงขลา

“พื้นที่ที่เกิดความขัดแย้งกันด้านการพัฒนา จะนะมีศักยภาพในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและมีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมที่ควรอนุรักษ์ไว้ สองกระแสที่ต่างกันจึงต้องมีความเป็นวิชาการการศึกษาข้อมูลเข้ามา เพื่อประเมินผลกระทบต่างๆ ในยุทธศาสตร์การพัฒนา ความคุ้มค่าของโครงการโดยต้องระมัดระวังความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น” รศ.ดร.พงศ์เทพ กล่าว และว่า

ม.อ.ไม่ตัดสินโดยเสียงข้างมาก แต่ใช้วิธีการพูดคุยของทุกฝ่ายมากำหนดอนาคตร่วมกัน เริ่มจากการศึกษาพื้นที่มีทุนอะไรอยู่บ้าง พื้นที่ทะเล ภูเขา นาไร่ การท่องเที่ยว พื้นที่อุตสาหกรรม ดูทั้งหมด เพื่อประเมินว่าสามารถยกระดับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

โดยกำหนดพื้นที่จากอ.จะนะ ซึ่งเชื่อมต่อไปหลายอำเภอจนถึงปัตตานี ปรึกษากับสภาพัฒน์ฯ ทำภาพรวมของทั้งจังหวัดสงขลาและปัตตานีเนื่องจากพื้นที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งรวมทั้งตลอดชายฝั่งจากอ.ระโนดไปจนถึงปัตตานี

เมื่อรวบรวมทุน ที่มีทั้งทุนด้านเศรษฐกิจ ทุนสังคม ทุนวัฒนธรรม ทุนทรัพยากร ฯลฯ ได้แล้ว จึงจัดกระบวนการพูดคุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าต้องการเห็นการพัฒนาพื้นที่อย่างไร โดยตั้งเป้าหมายคือ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” อย่างน้อย 4-5 ด้านคือ ด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดต้องมีความสมดุลไปด้วยกัน จะทิ้งด้านหนึ่งด้านใดไม่ได้

ความยากคือ การทำให้คนที่เห็นต่างมานั่งคุยกัน วางภาพอนาคตของสองจังหวัดร่วมกัน กระบวนการทำงานทั้งหมดมีความยากพอสมควร แต่ในที่สุดเราก็เห็นว่าฝ่ายที่สุดโต่งก็ยอมถอยกันคนละก้าว เพื่อจะมาอยู่ในจุดที่สมดุล เมื่อเราเห็นทุน เห็นเป้าหมายร่วมกันแล้ว เราก็มาหาทางเลือกว่ามีอะไรบ้างที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้น ซึ่งมีอยู่หลายทางเลือก

เช่น การพัฒนาด้านเศรษฐกิจจากต้นทุนที่มีอยู่ มีทางเลือก เช่น การพัฒนาด้านอาหารทะเล ฮาลาล พลังงานทางเลือก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ศูนย์กลางด้านการศึกษา ด้านภาษา ซึ่งมีความสำคัญ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คน ไม่ใช่แค่ไปเป็นลูกจ้างโรงงานอุตสาหกรรม แต่ต้องการเห็นคนเติบโตมีอาชีพที่มั่นคงมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“นี่คือเป้าหมายที่เราวาง”

รศ.ดร.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า เราจัดเวทีกว่าร้อยครั้งให้คนเข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็น เมื่อได้แล้วก็ส่งรายงานไปยังสภาพัฒน์ฯ นำเสนอต่อครม. รายงานชุดนี้อาจไม่ถือเป็นแผนแม่บทจริงๆ เป็นร่างของแผนแม่บท หรือเป็นการศึกษาเพื่อเสนอจัดทำเป็นแผนแม่บท ซึ่งหากครม.เห็นชอบ อาจมีการปรับอะไรบ้างแล้ว สภาพัฒน์ฯจึงจัดทำเป็นแผนแม่บทอีกครั้ง

“เมื่อเข้าสู่ครม.หน่วยงานต่างๆ ก็พิจารณาให้ความเห็นกลับมา สภาพัฒน์ฯก็มีการปรับอีกที ในส่วนของม.อ. เมื่อส่งรายงานให้กับสภาพัฒน์ฯไปแล้ว เราก็จัดทำข้อเสนอความเห็นประกอบแนบเข้าไปเป็นข้อเสนอแนะของประชาชนและภาคเอกชนของจังหวัดต่อสภาพัฒน์ฯด้วย เพื่อไม่ใช่มีแต่ความเห็นจากหน่วยงานของรัฐเท่านั้น“

จากการประชุมในเวทีล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประเด็นส่วนใหญ่มีความคิดเห็นร่วมและสอดคล้องกัน และที่เห็นแย้งกันคือ ความเห็นในส่วนของพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective Area-based Conservation Measures: OECMs) ในพื้นที่จังหวัดสงขลาและปัตตานี ที่มีการพูดคุยขึ้นมาจากฝั่งประชาชน

ในรายงานของแผนแม่บท SEA เราเขียนว่าในการโซนนิ่งพื้นที่ควรจะมีบางพื้นที่ๆ กำหนดเป็นเขตอนุรักษ์ เขียนไว้แค่นี้ โดยนำหลักของสากลมาเป็นแนวทาง ในเวทีจึงเกิดข้อโต้แย้งขึ้นมาจากฝั่งของภาคเอกชนที่มองว่าการกำหนดเขตอนุรักษ์โดยใช้มาตรการ OECM ซึ่งเสนอโดยชุมชน อาจเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาในพื้นที่ และมองว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเรื่องนี้ ซึ่งก็ถูกต้อง เพียงแต่ก่อนจะนำเข้าสู่ครม.หลายฝ่ายมองว่าควรจะมีมาตรการ OECM ร่วมอยู่ด้วย ไม่ใช่การหมกเม็ด แต่ถือเป็นการเปิดเวทีในการนำเสนอของแต่ละฝ่าย ซึ่งก็มีการถกกันในที่ประชุม มีเสียงเสนอว่าควรจะมีการโหวตเสียงส่วนใหญ่เห็นอย่างไร

”ผมบอกที่ประชุมว่า ในการทำงานของมหาวิทยาลัยฯ เราไม่ใช้หลักการโหวต แต่ใช้หลักการการพูดคุย หลักการจากข้อมูลที่เป็นจริงเป็นเหตุเป็นผลเพื่อให้เห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นฉันทามติ เพราะหากใช้การโหวต วันนี้ฝ่ายหนึ่งเกณฑ์คนมาจำนวนมากกว่าก็อาจชนะไป พอคราวหน้าอีกฝ่ายก็ขนคนกันมาให้เยอะกว่าก็ชนะ ดังนั้น เรื่องโหวตไม่ใช่วิธิการทำงานของเรา“

และได้แจ้งในที่ประชุมว่า เรื่องนี้ไม่มีการโหวต แต่ให้พูดคุยกัน กระทั่งฝ่ายประชาชน ชุมชนบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเรื่อง OECM จะไม่มีการเสนอ แต่ต้องยังคงเรื่องของการโซนนิ่งอยู่ ก็เป็นความสวยงาม ฝ่ายภาคเอกชน หอการค้าที่เสนอเรื่องการจัดทำท่าเรือน้ำลึกใหม่ แต่เมื่อมีการศึกษาแล้วพบว่าท่าเรือน้ำลึกที่มีอยู่เดิมก็ยังรองรับได้ ก็ให้ใช้อย่างเต็มศักยภาพก่อน หากเมื่อจำเป็นก็ค่อยพิจารณากันอีกทีว่าควรจะมีท่าเรือน้ำลึกเพิ่มหรือไม่อย่างไร เมื่อเห็นว่ารายงานที่เราจัดทำข้อมูลมีความถูกต้องว่าต้องใช้ท่าเรือที่มีอยู่อย่างเต็มประสิทธิภาพก่อน เรื่องท่าเรือน้ำลึกใหม่เขาก็ถอนออกไป

“จะเห็นว่าแต่ละฝ่ายไม่มีความสุดโต่ง ต่างก็ถอยกันคนละก้าว ก็เป็นกระบวนการที่เราพยายามทำ ม.อ.ทำงานบนหลักการไม่เข้าข้างฝ่ายใด จึงเป็นที่มาของการพูดคุยหารือ การมีข่าวบอกว่าม.อ.ถอยเรื่อง OECM จึงไม่ใช่ เพราะเราไม่ได้เป็นคนเสนอแต่เป็นส่วนของชุมชน และแต่ละฝ่ายก็ถอนเรื่องที่ตัวเองต้องการนำเสนอ ถอยกันออกมาทั้งสองฝั่งก็เป็นบทจบที่สวยงาม” รศ.ดร.พงค์เทพ กล่าว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *