“พิพัฒน์” ดัน War Room 3 กระทรวงรับมือน้ำท่วมก่อนฤดูฝน

แทมเพลตข่าว 52

รัฐบาลเร่งเครื่องแก้น้ำท่วมสงขลา “พิพัฒน์” ชงตั้ง War Room บูรณาการ 3 กระทรวง ดันแผนรับมือทั้งระบบ ปกป้องเมืองเศรษฐกิจใต้ก่อนฤดูฝน

รัฐบาลส่งสัญญาณยกระดับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดสงขลาเป็น “วาระแห่งชาติ” หลังบทเรียนจากมหาอุทกภัยที่ผ่านมา สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจภาคใต้หลายหมื่นล้านบาท กระทบภาคการค้า การท่องเที่ยว การคมนาคม และความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ประชุมร่วมภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมประกาศแนวคิดจัดตั้ง “War Room บริหารจัดการอุทกภัยสงขลา” เพื่อเชื่อมการทำงานของทุกหน่วยงานแบบเบ็ดเสร็จ ก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาในการลงพื้นที่วันที่ 10 กรกฎาคมนี้

การประชุมซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดสงขลา มีผู้บริหารจากหน่วยงานด้านความมั่นคง การบริหารจัดการน้ำ ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน หอการค้า สภาอุตสาหกรรม และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.-กกร.) เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์รับมืออุทกภัยในทุกมิติ ทั้งการป้องกัน การบริหารจัดการ การฟื้นฟู และการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ

นายพิพัฒน์กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือ เปลี่ยนรูปแบบการทำงานจาก “ตั้งรับ” เป็น “ป้องกันเชิงรุก” โดยใช้ข้อมูลเป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการพยากรณ์อากาศ การติดตามปริมาณฝน การบริหารมวลน้ำ การแจ้งเตือนประชาชน การระบายน้ำ และการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถสั่งการและปฏิบัติการได้ทันต่อสถานการณ์
“เราจะไม่ปล่อยให้การบริหารจัดการน้ำเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมโยงทุกกระทรวง ทุกจังหวัด และทุกภาคส่วนให้ทำงานเป็นทีมเดียวกัน เพราะทุกนาทีที่สามารถชะลอหรือระบายน้ำได้เร็วขึ้น คือความเสียหายที่ลดลงของประชาชนและภาคธุรกิจ” นายพิพัฒน์กล่าว

รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า หากได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี พร้อมรับหน้าที่ประสานการจัดตั้ง War Room ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการกลาง บูรณาการการทำงานของ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงคมนาคม รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีเอกภาพและสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์

นายพิพัฒน์ย้ำว่า ปัญหาน้ำท่วมของจังหวัดสงขลาไม่สามารถแก้ไขเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ได้อีกต่อไป แต่ต้องบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำ ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำในอำเภอสะเดา นาทวี สะบ้าย้อย และจะนะ ไปจนถึงพื้นที่ปลายน้ำและทะเลสาบสงขลา โดยใช้แนวคิด “บริหารลุ่มน้ำทั้งระบบ” ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในระยะยาว

ด้านกรมชลประทานรายงานว่า ได้ยกระดับระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จนสามารถแจ้งเตือนประชาชนได้เร็วขึ้น 18–22 ชั่วโมง พร้อมกำหนดพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวัง 22 จุด และเสนอแผนลงทุนพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยวงเงินกว่า 36,636 ล้านบาท ครอบคลุมการขุดลอกคลอง ก่อสร้างคลองผันน้ำ พัฒนาอ่างเก็บน้ำ และเพิ่มศักยภาพระบบระบายน้ำทั่วทั้งลุ่มน้ำ

ขณะที่กระทรวงคมนาคมเร่งผลักดันมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำผ่านการขุดลอกร่องน้ำทะเลสาบสงขลาและปากอ่าวไทย ควบคู่กับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวมถึงการออกแบบโครงการถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ให้รองรับระบบระบายน้ำในอนาคต เพื่อให้การพัฒนาเมืองและการป้องกันน้ำท่วมดำเนินไปพร้อมกัน

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญที่ได้รับการหยิบยกขึ้นหารือ คือการศึกษาความเป็นไปได้ของ โครงการอุโมงค์ผันน้ำออกสู่อ่าวไทย เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจของหาดใหญ่ รวมทั้งการฟื้นฟูคลองธรรมชาติ การเปิดทางน้ำ และการแก้ไขปัญหาทะเลสาบสงขลาตื้นเขิน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการระบายน้ำในช่วงฤดูฝน

ภาคเอกชนได้สะท้อนว่า ทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์ การค้าชายแดน การท่องเที่ยว การลงทุน และภาพลักษณ์ของจังหวัดสงขลาในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกก่อนเข้าสู่ฤดูฝน พร้อมจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

ในด้านมาตรการเร่งด่วน นายพิพัฒน์มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเร่งรวบรวมโครงการจำเป็นจากทุกหน่วยงานให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณ โดยเฉพาะโครงการเร่งด่วนกรอบวงเงิน 99.5 ล้านบาท ที่สามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันอุทกภัยก่อนฤดูฝนปีนี้

นายพิพัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลไม่ได้ตั้งเป้าเพียงลดระดับน้ำ แต่ต้องการลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาในระยะยาว เพราะหาดใหญ่คือหัวใจของเศรษฐกิจภาคใต้ การสร้างระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว พร้อมสร้างหลักประกันให้ประชาชนว่ารัฐบาลมีแผนป้องกันที่ชัดเจน ไม่ใช่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงเข้าไปแก้ไข แต่จะเดินหน้าป้องกันอย่างเป็นระบบต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *