นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรงค์ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จังหวัดสงขลา เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านความมั่นคง ว่า ภาคเอกชนได้สะท้อนผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเหตุอุทกภัยช่วงปลายปี 2568 ซึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 87,800 ล้านบาท
นายทรงพลกล่าวว่า ความเสียหายครอบคลุมหลายภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ยานยนต์ อาคารบ้านเรือน ระบบโลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว โดยระบุว่าอำเภอหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การคมนาคม และการบริการของภาคใต้ตอนล่าง หากหาดใหญ่ได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคโดยรวม
ในการประชุม ภาคเอกชนได้เสนอแนวทางเร่งด่วนในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุทกภัย นอกเหนือจากข้อเสนอให้จัดตั้ง War Room เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ประกอบด้วย
- การเสนอของบกลางวงเงิน 99.5 ล้านบาท เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เตรียมความพร้อมเครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมถึงปรับปรุงระบบระบายน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของพื้นที่หาดใหญ่
- การเร่งซ่อมแซมคลอง ร.1 และประตูระบายน้ำ วงเงินประมาณ 400 ล้านบาท
- การขุดลอกคลองอู่ตะเภา วงเงิน 10 ล้านบาท ของกรมชลประทาน
- การสนับสนุนงบประมาณให้เทศบาลนครหาดใหญ่ซ่อมบำรุงเครื่องจักรและขุดลอกแก้มลิง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บและระบายน้ำ
นายทรงพลกล่าวเพิ่มเติมว่า งบประมาณที่เสนอถือเป็นสัดส่วนที่ไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะงบเร่งด่วน 99.5 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 0.11 ของความเสียหายที่ประเมินไว้ แต่เชื่อว่าหากดำเนินการได้อย่างทันท่วงที จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายจากอุทกภัยในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ นายทรงพลยังกล่าวขอบคุณนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ โดยเดินทางมารับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนด้วยตนเอง พร้อมรับทราบข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อนำไปประกอบการวางแผนเตรียมความพร้อมและป้องกันปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ต่อไป
ทั้งนี้ นายทรงพลเปิดเผยว่า ภายหลังการประชุม นายพิพัฒน์ได้รับข้อเสนอของภาคเอกชนไว้พิจารณา และแจ้งว่าจะผลักดันเรื่องดังกล่าว พร้อมนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ โดยในส่วนของงบกลางที่อยู่ในอำนาจพิจารณาจะดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และให้จังหวัดรวบรวมรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป


