
วันที่ 6 สิงหาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงาน “ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในส่วนภูมิภาค จังหวัดสงขลา ประจำปี 2568” ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความปลอดภัยแรงงานเชิงพื้นที่ สู่การยกระดับมาตรฐานแรงงานและสร้างวัฒนธรรม “แรงงานปลอดภัย” อย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคใต้ โดยมี ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ พร้อมด้วยนายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวต้อนรับ และมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานประกอบการ ผู้นำแรงงาน และนักวิชาการจากทั่วภูมิภาคใต้ที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง



ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวว่า พื้นที่ภาคใต้ถือเป็นกลุ่มจังหวัดยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ มีระบบแรงงานที่หลากหลายและซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมประมง การแปรรูปยางพารา รวมถึงแรงงานนอกระบบ ซึ่งยังคงมีความเสี่ยงต่อการประสบอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน หากไม่มีการผลักดันกลไกด้านความปลอดภัยที่เข้าถึงแรงงานทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม อาจส่งผลต่อศักยภาพการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว



“หนึ่งในกลไกสำคัญที่ สสปท. ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง คือ โครงการ “Zero Accident Campaign” ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมการบริหารจัดการความปลอดภัยเชิงรุก (Proactive Safety Management) ด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเปราะบางด้านความปลอดภัย เพื่อกระตุ้นให้สถานประกอบการยกระดับมาตรฐานด้านอาชีวอนามัยอย่างเป็นระบบ ซึ่งที่ผ่านมา โครงการฯ ได้สร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในหลายพื้นที่ ลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีสถานประกอบการจำนวนมากได้รับการยกย่องเป็นต้นแบบระดับประเทศ”






ด้านนายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พื้นที่ภาคใต้มีความสำคัญในมิติเศรษฐกิจ ทั้งด้านการประมง เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ซึ่งมีสถานประกอบการจำนวนมาก สิ่งที่ตามมาคือความท้าทายด้านความปลอดภัยในการทำงาน กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในสถานประกอบการทุกประเภท ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบซึ่งยังเข้าไม่ถึงการคุ้มครองด้านความปลอดภัยอย่างเพียงพอ ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบที่ได้รับการคุ้มครองด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยไม่ถึงร้อยละ 50 ซึ่งเป็นช่องว่างสำคัญที่ต้องเร่งปิดให้ได้”
เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวย้ำว่า การดำเนินงานด้านความปลอดภัยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยใช้ทรัพยากรและองค์ความรู้ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมให้สถานประกอบการมีระบบบริหารจัดการที่ปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตแรงงานที่ดี และมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม ทั้งในมิติทางกายภาพและการบริหารจัดการ นำไปสู่การปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงแรงงานพร้อมผลักดันนโยบายและโครงการด้านความปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้แรงงานในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในภาคใต้ มีสุขภาวะที่ดี และสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยในทุกมิติ
ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมทางวิชาการที่หลากหลาย อาทิ การบรรยายพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การสาธิตเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสถานประกอบการต้นแบบ ตลอดจนการแสดงนวัตกรรมเพื่อลดความเสี่ยงในการทำงาน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ความรู้ สร้างแรงกระตุ้น และจุดประกายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนในการออกแบบนโยบายความปลอดภัยที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่.








