6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ และผู้บังคับบัญชากองบังคับการปราบปราม ร่วมแถลงผลการปฏิบัติการเชิงรุก “Zero Shadow : ล่า ล้าง เงา” ระดมกวาดล้างกลุ่มผู้มีอิทธิพล เครือข่ายมือปืนรับจ้าง และอาวุธสงครามทั่วประเทศ ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการป้องกันเหตุอุกฉกรรจ์ในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับอิทธิพลเถื่อนและการจ้างวานฆ่า บช.ก.จึงวางกำลังเชิงรุกตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2568 ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2569 ลงพื้นที่เฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปรามก่อนเกิดเหตุรุนแรง โดยมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายมือปืนและกลุ่มผู้มีอิทธิพลในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ด้าน พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ ระบุว่า ภาพรวมปฏิบัติการสามารถเข้าตรวจค้นเป้าหมายได้รวม 130 จุด จับกุมผู้ต้องหาได้ 92 ราย แบ่งเป็นหมายจับคดีค้าอาวุธ 3 ราย หมายจับผู้มีอิทธิพลและผู้ใช้ความรุนแรง 33 ราย และการจับกุมซึ่งหน้าในเครือข่ายค้าอาวุธปืนอีก 58 ราย พร้อมตรวจยึดอาวุธปืน 86 กระบอก เครื่องกระสุน 8,184 นัด เงินสดกว่า 6.8 ล้านบาท โทรศัพท์มือถือ และสมุดบัญชีธนาคารจำนวนมาก
สำหรับผลการปฏิบัติที่สำคัญ ประกอบด้วย
- คดีสังหาร “กำนันยอง” พัทลุง–สงขลา เจ้าหน้าที่บูรณาการกำลังแกะรอยทีมสังหารที่หลบหนีข้ามภาค ก่อนบุกจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับครบทั้ง 4 ราย ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และนครนายก พร้อมยึดปืน 13 กระบอก และกระสุนอาวุธสงครามขนาด 5.56 จำนวน 360 นัด
- คดีอุ้มเรียกค่าไถ่เขาจิงโจ้ (TAKEDOWN MAFIA) ปิดล้อมตรวจค้น 11 จุด ในจังหวัดตรัง สุราษฎร์ธานี และกระบี่ จับกุมผู้ต้องหาครบ 5 ราย ยึดอาวุธปืนหลายรายการ รวมถึง SIG SAUER และ CZ 75 B
- การจับกุมตามปฏิทินหมายจับ สตช. ปี 2568 อาทิ คดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และคดีฆ่าโดยเจตนา รวม 2 รายสำคัญ
- คดีอื่นที่น่าสนใจ เช่น การทลายเครือข่ายค้ากระสุนปืนออนไลน์รายใหญ่ “อิฐ บางแม่นาง”, การจับกุมแก๊งตำรวจปลอมแอบอ้างชื่อ “กองปราบ” อุ้มรีดทรัพย์ประชาชน และการจับกุมผู้ต้องหาคดีฆ่า–พยายามฆ่าที่เชื่อมโยงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ รวม 17 หมายจับ
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ย้ำว่า ปฏิบัติการ Zero Shadow คือการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ไม่มีพื้นที่ให้การใช้อิทธิพลเหนือกฎหมายอีกต่อไป การยึดอาวุธและเครื่องกระสุนจำนวนมากในครั้งนี้ เป็นการตัดวงจรความรุนแรงล่วงหน้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างปลอดภัย ภายใต้หลักการว่า “คะแนนเสียงต้องไม่เปื้อนเลือด”


