การลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน มีนัยสำคัญทางการเมืองมาก
ในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งในส่วนของคนที่ยังอยู่กับพรรค รวมถึงคนที่ถอยไปร่วมกับพรรคอื่นมาช่วงเดียวกับ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และรอวันจะกลับมาใหม่
ดังคำกล่าวของ นายอภิสิทธิ์ ที่ว่า “ เลือดผมสีฟ้า จะไม่ไปอยู่พรรคไหน และจะกลับมาในวันที่คนในพรรคอยากให้มาฟื้นฟูพรรค “
ทั้งยังพูดกับทางเนชั่นว่า น่าจะหมายถึง วันที่ปชป.ถึงจุดต่ำสุด
ซึ่งวันนี้ ที่นายเฉลิมชัย ตัดสินใจลาออก เป็นวันที่ปชป. ตกต่ำถึงขีดสุดหรือไม่ อยู่ที่ว่าคนในพรรคจะพิจารณาในเงื่อนไขใด
- เป็นฝ่ายค้าน
- ส.ส.และแกนนำพรรคหลายคนทิ้งไปร่วมกับพรรคอื่น ทั้งกลุ่มนายนิพนธ์ บุญญามณี และนายนริศ ขำนุรักษ์ ฯลฯ
- การไม่มีเอกภาพในพรรคจากการที่สมาชิก 4 คน โหวตแหกโผ
ฯลฯ

จนมาถึงวันที่นายเฉลิมชัย ยื่นใบลาออก ซึ่งแกนนำพรรคคนสำคัญ และใกล้ชิดหัวหน้าพรรคอย่าง นายชัยชนะ เดชเดโช ออกมาเผยว่า ไม่มีสัญญาณมาก่อน
ขณะที่คนใกล้ชิด นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคฯ ก็บอกว่า “นายกชายยังงงอยู่”
นี่จึงเป็นสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของพลพรรคปชป.
ย้อนกลับไปดู ปชป. ตั้งแต่ยุคนายชวน หลีกภัย เป็นต้นมา ซึ่งรุ่งเรืองที่สุด จนมาถึงปัจจุบัน
“สงขลาโฟกัส” ขอแบ่งประชาธิปัตย์ออกเป็น 3 ยุคสมัยในมิติสัมพันธ์กับคนใต้ ตามที่พูดกันว่า “พรรคของเรา คนของเรา”
จนเกิดเป็นตำนาน “เสาไฟฟ้า” ในภาคใต้ ปชป.ส่งใครลงสมัคร ส.ส. ก็ได้เป็น
3 ยุคสมัยของปชป. ที่ว่าคือ
- ยุคเฟื่องฟู
นายชวน หลีกภัย เป็นหัวหน้าพรรค - ยุคเปลี่ยนผ่าน-ผลัดใบ
นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค มาจนถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเลขาธิการพรรค - ยุคถดถอย-ตกต่ำ

นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค หลังการเลือกตั้งปี 2562 โดยนายอภิสิทธิ์ประกาศลาออกรับผิดชอบทางการเมืองต่อผลการเลือกตั้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไม่ยอมรับต่อการที่ปชป. ซึ่งนำโดยนายจุรินทร์ กับนายนิพนธ์ บุญญามณี นำพรรคเข้าร่วมรัฐบาลกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
จนนำมาสู่ยุคตกต่ำของประชาธิปัตย์ กับผลการเลือกตั้งในปี 2566 ที่ได้เพียง 25 คน
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ขึ้นมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค หลังจากการช่วงชิงกัน 2 ฝ่าย คือ กลุ่มแกนนำยุคเก่า (นายชวน-นายบัญญัติ และนายนิพนธ์ สนับสนุนนายอภิสิทธิ์และมาดามเดียร์)
ขณะที่กลุ่มแกนนำยุคปัจจุบัน (นายเดชอิศม์ กับนายชัยชนะ) สนับสนุนนายเฉลิมชัย
ภาพความขัดแย้งในปชป.
ชัดมากขึ้นเมื่อกลุ่มแกนนำปัจจุบันพาพรรคไปสนับสนุนและร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ ชินวัตร ทำให้ 25 คนในปชป. แบ่งเป็น 2 ฝ่าย โดยอีกฝ่ายหนึ่งมี 4 คนคือ นายชวน นายบัญญัติ นายจุรินทร์ และนายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส. สงขลา เขต 1 บุตรชายนายนิพนธ์
จุดแตกหักในพรรค เมื่อรัฐบาลเพื่อไทยสะดุด นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นตำแหน่ง นายนิพนธ์พา 3 ส.ส. ในสังกัดคือ นายสรรเพชญ นายสมยศ พลายด้วง (โกถึก) เขต 3 สงขลา (ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองเลขาธิการพรรค) และนายราชิต สุดพุ่ม ส.ส. เขต 1 นครศรีธรรมราช ไปโหวตหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรี แหกโผพรรค
เช่นเดียวกับนายนริศ ขำนุรักษ์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และวันถัดมา บุตรชายนายร่มธรรม ส.ส. เขต 3 พัทลุง ก็โหวตสนับสนุนนายอนุทินด้วย
ทั้งยังมีข่าวแกนนำพรรค และอดีต ส.ส. รวมถึง ส.ส.ปัจจุบัน จะทิ้งปชป.อีกหลายคนในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งนับถอยหลังทันทีที่ “รัฐบาลอนุทิน” เริ่มบริหารงาน
การตัดสินลาออกของนายเฉลิมชัย น่าจะเป็นจังหวะที่ลงตัว และเหมาะสมที่สุด ดีกว่าจะปล่อยให้เกิดวิกฤติ หรือประชาธิปัตย์ตกต่ำไปกว่านี้
ว่ากันตามข้อเท็จจริง
กระแสตกต่ำของประชาธิปัตย์เป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นมาจากภายในพรรค เป็นผลพวงที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคเปลี่ยนผ่าน-ผลัดใบ มาจนถึงยุคถดถอยและตกต่ำในปัจจุบัน
ปัจจัยหลักคือ สนิมเกิดแต่เนื้อใน และความขัดแย้ง แย่งชิงการนำ รวมถึงชิงตำแหน่งในการร่วมรัฐบาลแต่ละครั้ง
โดยที่ทุกครั้งในอดีตที่ร่วมรัฐบาล หรือแม้แต่เป็นแกนนำรัฐบาล ไม่มีผลงานที่ชัดเจน ดังคำกล่าวที่ว่า “ดีแต่พูด” หรือ ส.ส.ปชป. เก่งแต่เป็นฝ่ายค้าน
ซึ่งสวนทางกับการเมืองยุค “กินได้” ที่ชาวบ้านหวังพึ่งนักการเมือง ต้องการผลงานที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ นำงบประมาณมาพัฒนาพื้นที่ และมีนโยบายที่สัมผัสได้จริง
อันส่งผลให้ ส.ส.ในยุคหลัง ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน สะท้อนและย้อนกลับไปที่การแย่งชิงการนำ และตำแหน่งทางการเมืองของ “นายจุรินทร์-นายนิพนธ์” ที่ร่วมเป็นรัฐมนตรียุคพลเอกประยุทธ์ หรือ “นายเฉลิมชัย-นายเดชอิศม์” ที่ตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย
รวมถึงการตัดสินใจครั้งล่าสุดของกลุ่มนายนิพนธ์ กับนายนริศ
ดังนั้น อนาคตประชาธิปัตย์จากนี้ไป การเป็นสถาบันทางการเมือง จะยังมีอยู่ต่อไป “พรรคที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ” หรือจะเป็นพรรคของคนกลุ่มเล็ก ๆ พรรคท้องถิ่นนิยม หรือพรรคระดับจังหวัด
ย่อมท้าทายการตัดสินใจทางการเมืองของกลุ่มคนที่เป็นแกนนำในปัจจุบัน ซึ่งมีอิทธิพลต่อ “โหวตเตอร์” ทั้ง 3 กลุ่มที่เป็นตัวแปรในการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่
นั่นคือ
- ส.ส.ปัจจุบัน (เว้นกลุ่มนายนิพนธ์-นายร่มธรรม)
- ผู้บริหารพรรคและสาขาพรรค
- อดีต ส.ส.ของพรรค
60 วัน นับจาก 12 กันยายน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน จึงต้องจับตาบทบาทของนายเดชอิศม์ หรือ “นายกชาย” รวมถึงนายชัยชนะ เดชเดโช ว่าจะสามารถให้อดีตแกนนำบางคนมาคุยกันได้ มาร่วมกอบกู้พรรคในทิศทางของตน
หรือจะให้โอกาสแกนนำกลุ่มเก่าที่ยังศรัทธากับพรรคสีฟ้าในระบบการเมืองเดิมอย่าง นายชวนกับนายอภิสิทธิ์ มาฟื้นฟูพรรค
นี่จึงเป็น “ทางแพร่ง” ครั้งใหม่ของประชาธิปัตย์ ที่น่าจับตา โดยเฉพาะแฟนคลับคนใต้ ที่ยังรักและห่วงใย ทั้งพรรคและนายชวน หลีกภัย
แล้วคุณล่ะ คิดยังไง?
แล้วคุณล่ะ คิดยังไง?
ช่วยคอมเมนต์ กดถูกใจ แชร์ และติดตามเพจ #สงขลาโฟกัส



