อาจารย์ประสาท มีแต้ม มูลนิธิรักบ้านเกิด ภาคใต้/มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และอดีตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.) โพสต์เฟสบุ้คถึงโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ว่า สร้างความไม่เป็นธรรมระหว่าง 3 กลุ่ม[คือ กลุ่มผู้ใช้ไฟน้อย กลุ่มผู้ใช้ไฟมาก และ 2 การไฟฟ้า] อย่างไร?
รัฐบาลอินเดียและรัฐบาลบังคลาเทศเขาทำอย่างไร?
ผมขอลำดับข้อมูลสั้นๆ ดังนี้ครับ
หนึ่ง โซลาร์ขนาด 5 kw ผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 550 หน่วยต่อเดือน แต่ครัวเรือนไทยใช้ไฟฟ้า(ปี 2568) เดือนละ 200 หน่วยเท่านั้น คนส่วนใหญ่จึงผลิตไฟฟ้าได้เกินความต้องการ โดยรัฐรับซื้อในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ในขณะที่การไฟฟ้าขายไฟให้ผู้บริโภคประมาณ 3.70 บาทต่อหน่วย
ดังนั้น กลุ่มผู้ใช้ไฟน้อย ต้องขายไฟ(ที่เหลือจำนวนมาก)ในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ในขณะที่กลุ่มคนใช้ไฟจำนวนมาก ได้ใช้ไฟที่ตนผลิตได้เองจำนวนมาก[มีมูลค่า 3.70 บาทต่อหน่วย] จึงมีไฟที่เหลือขายจำนวนน้อยกว่ากลุ่มผู้ใช้ไฟน้อย ระยะเวลาคืนทุนของกลุ่มผู้ใช้ไฟมากจึงเร็วกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง
นี่คือความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้บริโภค 2 กลุ่ม
รัฐบาลอินเดียจึงแบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ 1 kw, 2 kw และ 3 kw [ไม่มี 5 kw] รัฐบาลอุดหนุนไม่เท่ากัน นอกจากนี้ ยังใช้ระบบแลกไฟฟ้ากันระหว่างการไฟฟ้าและครัวเรือน
สอง สังเกตนะว่า กฟน. กฟภ. ขายไฟฟ้าให้ประชาชน 3.70 บาท แต่รับซื้อแค่ 2.20 บาท
ถ้าโครงการนี้สำเร็จตามเป้า คือ 5 kw จำนวน 1 ล้านหลัง จะผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 6,750 ล้านหน่วย หากเราคิดกำไร 1 บาทต่อหน่วย ดังนั้น 2 การไฟฟ้าจะได้รับ 6,750 ล้านบาทต่อปี
กรณีนี้ รัฐบาลบังคลาเทศ รับซื้อไฟฟ้า(จากโซลาร์+ แบตเตอรี่) ในราคาที่แพงกว่าขายให้ประชาชนถึง 29% แต่รัฐบาลไทยรับซื้อในราคาที่ต่ำกว่าขายถึง 41%
นี่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากนโยบายของรัฐบาลอนุทินฯ ครับผม
สาม โครงการนี้ต้องเปลี่ยนมิเตอร์อัจฉริยะ ตัวละประมาณ 3 พันบาท รวม 3,000 ล้านบาท หากใช้ระบบเดียวกับรับบาลอินเดีย(Net Metering) ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน ประเทศประหยัดเงินได้อีก 3,000 ล้านบาท
เพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=OI7zTzehUTw&t=90s
https://www.youtube.com/watch?v=UV8XIDNeP_w&t=38s
#พลังงานที่เป็นธรรม #โลกที่ซับซ้อน


