วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ลงพื้นที่ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ (จ. สงขลา) เพื่อเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมการใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ ภายใต้โครงการ South Innovation Bridge การเชื่อมโยงเครือข่ายนวัตกรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคใต้ นักวิจัย ผู้ประกอบการและหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง




โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีภายใต้การกำกับดูแลของอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเครือข่าย 5 โซน อาทิ โซนนวัตกรรมขยายผลเพื่อการพัฒนาภูมิภาค โซนนวัตกรรมที่มีการใช้ประโยชน์ได้จริงด้านการแพทย์และสุขภาพ โซน Startup จากนักศึกษา โซน Halal Gateway และโซนนวัตกรรมเพื่อชุมชน โดยมีผลงานนวัตกรรมที่มีการนำไปใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชนอุตสาหกรรม และระดับประเทศ มาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพนวัตกรรมไทยที่พร้อมก้าวไกลไปทัดเทียมผลงานในระดับนานาชาติ
สำหรับโซนนวัตกรรมขยายผลเพื่อพัฒนาภูมิภาค หนึ่งในผลงานเด่นคือ “นวัตกรรมไบโอดีเซลสำหรับภาคการเกษตรและประมง” ที่เปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานทดแทน ช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับภาคการเกษตรและประมงและส่งเสริมการจัดการทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอันนำไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานของชุมชนอย่างยั่งยืน
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ได้รับความสนใจ คือ “นวัตกรรมเครื่องแปลงขยะอินทรีย์และเศษวัชพืช ร่วมกับจุลินทรีย์เฉพาะสายพันธุ์” ซึ่งใช้เทคโนโลยีจุลินทรีย์ในการย่อยสลายเศษอาหาร มูลสัตว์ และวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ในระดับชุมชนและภูมิภาค





ด้านภาคการเกษตรเชิงพาณิชย์ นำเสนอ “นวัตกรรมการเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืนด้วย RSPO” ช่วยยกระดับการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรภาคใต้และนำเสนอ “นวัตกรรมยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกสำหรับงานหัตถกรรมจักสาน” ซึ่งเป็นการยกระดับภูมิปัญญาจักสานด้วยวัสดุทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมทางสังคม จัดแสดง “นวัตกรรม Dolphins Glasses” นวัตกรรมเพื่อผู้พิการทางสายตาที่ใช้หลักการเสียงสะท้อน (Human Echolocation) ช่วยฝึกการรับรู้สภาพแวดล้อมและการนำทาง เพิ่มความสามารถในการดำรงชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัยและเป็นอิสระ โซนนวัตกรรมที่มีการใช้ประโยชน์ได้จริงด้านการแพทย์และสุขภาพ มีผลงานที่น่าสนใจ อาทิ เซรั่มน้ำยางพาราทางการแพทย์ เป็นต้น
จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน มอบนโยบายการดำเนินงานให้กับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ ว่าความสำคัญของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ คือระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ชุมชน ภาครัฐ และภาคสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงให้คนไทยได้เห็นถึงศักยภาพและแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องให้ความสำคัญคือการสร้าง “พื้นที่” ที่เอื้อต่อการเติบโต และเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่หลอมรวมผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักวิจัยให้มาใช้ชีวิตและทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญ เราต้องเปิดกว้างรับคนเก่งจากทุกศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสายวิทยาศาสตร์ หรือสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ให้เข้ามาเป็น Content Creator เพื่อผสมผสานความรู้และสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ซึ่งนี่แหละคือรากฐานสำคัญที่จะบ่มเพาะธุรกิจไทยให้ก้าวไปสู่ระดับยูนิคอร์นได้อย่างแท้จริง


ต่อมาศ.ดร.ยศชนัน ให้สัมภาษณ์ว่า จากการลงพื้นที่รับฟังเสียงและวิสัยทัศน์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ใน จ.สงขลา ทำให้เรายิ่งเห็นความสำคัญของการวางรากฐานอนาคตของประเทศ ซึ่งอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ เรามุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่ไร้รอยต่อ โดยเชื่อมโยงงานวิจัยจากต้นน้ำในรั้วมหาวิทยาลัย มาสู่การบ่มเพาะธุรกิจในระดับกลางน้ำให้กับกลุ่มนักศึกษา สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ SME เพื่อส่งไม้ต่อให้ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในระดับปลายน้ำ สามารถนำไปขยายผลและผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโตแข่งขันได้ในเวทีโลก
“การยกระดับเศรษฐกิจของภาคใต้จะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับความยั่งยืนเสมอ เราจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการกับจุดเด่นทางทรัพยากรของพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริม ‘เศรษฐกิจเวลเนส’ (Wellness Economy) ที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและแนวปะการัง การยกระดับ ‘เศรษฐกิจฮาลาล’ ให้เป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค ไปจนถึงการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ เช่น การผลิตพลังงานทางเลือกอย่างไบโอดีเซลเพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองในยามฉุกเฉินและเพื่อก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก เราได้ส่งเสริมวิทยาการสมัยใหม่ระดับแนวหน้าอย่าง ‘จีโนมิกส์’ (Genomics) เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักศึกษาในพื้นที่ได้เข้ามาต่อยอดองค์ความรู้เชิงลึก ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้เพราะเรามีระบบนิเวศที่พร้อมรองรับ ทั้งเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) และเทคโนโลยีขั้นลึก (Deep Technology) โดยมีโรงงานต้นแบบภายในอุทยานวิทยาศาสตร์เป็นพื้นที่แห่งการทดลองและลงมือทำจริง ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป” ศ.ดร.ยศชนัน ระบุ.


