นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดันโครงการ “อุโมงค์บาโรย -ทุ่งตำเสา” เชื่อพลิกโฉมระบบคมนาคมขนส่งภาคใต้ตอนล่าง ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์-กระตุ้นเศรษฐกิจ-การค้าชายแดนไทย/มาเลเซีย-ยกระดับการท่องเที่ยว ย้ำกรมทางหลวงดำเนินการอย่างรอบคอบและรัดกุม อยู่ระหว่างการศึกษา EIA
7 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณสะพานข้ามคลองอู่ตะเภา บ้านคลองแงะ ตำบลพังลา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อม นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, นายษฐา ขาวขำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ, นายแวรุสลัน มะสาและ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยฯ, ดร.รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีฯ, นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงฯ, นายปิยะพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง, นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ได้รับการต้อนรับจาก นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา, นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ สส. สงขลา เขต 6 , นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส. เขต 7 พรรคภูมิใจไทย, นายพิบูลย์ รัชกิจประการ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องประชาชน
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวรายงาน ขอต้อนรับท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะผู้บริหารทุกท่าน ที่ได้กรุณาให้เกียรติมาตรวจเยี่ยมสะพานข้ามคลองอู่ตะเภาและอุโมงค์บาโรย – ทุ่งตำเสา พื้นที่ในความควบของแชวงทางหลวงสงชลาที่ 2 (นาหม่อม) สำนักงานทางหลวงที่ 18 ในวันนี้


สะพานข้ามคลองอู่ตะเภา บริเวณทางหลวงหมายเลข 4145 ตอน คลองแงะ-บาโรย ระหว่าง กม.0+700 – กม. 1+400 ด้านซ้ายทาง และขวาทาง พื้นที่บ้านคลองแงะ ตำบลพังลา และบ้านท่าโพธิ์ ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุทุกภัย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมาผลกระทบทำให้คอสะพานขาด และผิวจราจรชำรุด
ซึ่งหมวดทางหลวงวังใหญ่ได้เช่าเครื่องจักร เพื่อเข้าดำเนินการคืนสภาพพื้นทาง และให้ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 เข้าติดตั้งสะพานเบลี่ย์ รวมทั้งลอกคูระบายน้ำ เพื่อให้การจราจรสามารถผ่านได้ และแขวงทางหลวงสงขลาที่ 2 (นาหม่อม) ได้ของบฟื้นฟูทางหลวงเพื่อก่อสร้างสะพานใหม่พร้อมทั้งงานทาง


อีกจุด อุโมงค์บาโรย – ทุ่งตำเสา เป็นการออกแบบโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงจังหวัดสงขลา – จังหวัดสตูล ทางหลวงหมายเลข 4145 ตอน คลองแงะ-บาโรย จังหวัดสงขลา บรรจบ ทางหลวงหมายเลข 4137 ตอน บ้านทุ่งตำเสา-แยกสวนเทศ จังหวัดสตูล หากมีการก่อสร้างทางแนวใหม่ จะร่นระยะทางได้กว่า 50 กิโลเมตร
“ช่วงทางหลวงแนวใหม่และอุโมงค์ มีการตัดผ่านพื้นที่ป่า จำเป็นต้องทำการศึกษาและออกแบบการก่อสร้าง กรมทางหลวงได้ดำเนินการพัฒนา ปรับปรุง บำรุงรักษาโครงข่ายทางหลวงในพื้นที่จังหวัดสงขลาให้ครอบคลุม ทั่วถึง สามารถเชื่อมต่อไปยังพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก ปลอดภัย และได้มาตรฐานตามแผนงานที่กำหนด“ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าว
ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการในวันนี้ ตั้งใจมาติดตามการดำเนินงานในความรับผิดชอบของแขวงทางหลวงสงขลาที่ 2 (นาหม่อม) โดยจุดแรกคือ สะพานข้ามคลองอู่ตะเภาบนทางหลวงหมายเลข 4145 (ตอนคลองแงะ-บาโรย) ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่ผ่านมา


ขอชื่นชมการทำงานที่ รวดเร็วของแขวงทางหลวงสงขลาที่ 2 หมวดทางหลวงวังใหญ่ และศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 ที่ได้บูรมาการกำลังเข้าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที ทำให้พี่น้องประชาชนสามารถสัญจรผ่านไปมาได้ตามปกติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายหลักของกระทรวงคมนาคม0 ที่เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสูงสุด และการบำรุงรักษาโครงขายทางหลวง ให้พร้อมใช้งานในทุกสถานการณ์
สำหรับจุดที่สอง คือโครงการอุโมงค์บาโรย -ทุ่งตำเสา ซึ่งเป็นโครงข่ายสำคัญในการเชื่อมโยงทางหลวงหมายเลข 4145 จังหวัดสงขลา เข้ากับทางหลวงหมายเลข 4137 จังหวัดสตูล ทราบว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และการออกแบบการก่อสร้าง
“ขอเน้นย้ำให้กรมทางหลวงดำเนินการเรื่องนี้อย่างรอบคอบและรัดกุม เพราะเมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยพลิกโฉมระบบคมนาคมขนส่งในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ กระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย รวมถึงยกระดับการท่องเที่ยว ซึ่งตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม ” นายพิพัฒน์กล่าว และว่า
ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะและความรับผิดชอบ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง และร่วมกันสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพี่น้องชาวสงขลาและภาคใต้โดยรวม


