เซ็นแล้ว 2 เมกะโปรเจกต์สะพานใต้ เติม Missing Link อ่าวไทย-อันดามัน

แทมเพลตข่าว 2026 08 31T163849.840

“อนุทิน” นำลงนามสัญญาจ้าง 2 สะพานใหญ่ภาคใต้ “ข้ามทะเลสาบสงขลา-เชื่อมเกาะลันตา” ชู “สะพานแห่งโอกาส” เติม Missing Link เชื่อมเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ควบคู่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมอำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา กับอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และ โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง–ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ภายใต้แนวทางพัฒนาระบบคมนาคมสีเขียว (Green Transport) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

พิธีดังกล่าวจัดโดยกระทรวงคมนาคม โดยอธิบดีกรมทางหลวงและตัวแทนธนาคารโลกร่วมลงนาม สัญญาจ้างก่อสร้าง โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หัวหน้าส่วนราชการ ภาคประชาชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ผู้ร่วมพิธีและร่วมเป็นสักขีพยาน อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายอนุทินกล่าวว่า การลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างทั้ง 2 โครงการถือเป็นวันสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้ เพราะเป็นการผลักดันโครงการที่ประชาชนในพื้นที่รอคอยให้เกิดขึ้นจริง โดยรัฐบาลจะเร่งสนับสนุนและผลักดันให้โครงการดำเนินการแล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อสร้างประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

สำหรับ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา จะเชื่อมโยง อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา กับ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ซึ่งจะช่วยลดระยะทางและเวลาในการเดินทาง เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัย รวมถึงลดต้นทุนด้านการขนส่งสินค้าและการเดินทางของประชาชน โดยนายอนุทินระบุว่า จากเดิมการเดินทางระหว่างสงขลาและพัทลุงใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เมื่อสะพานก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยลดเวลาเหลือประมาณ 15–30 นาที


ส่วน โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จ.กระบี่ จะเชื่อมพื้นที่แผ่นดินใหญ่กับเกาะลันตาน้อยและเกาะลันตาใหญ่ เพิ่มความสะดวกในการเดินทางและขนส่ง สนับสนุนการท่องเที่ยว ตลอดจนช่วยให้การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายอนุทินกล่าวว่า สะพานทั้งสองแห่งถือเป็น “สะพานแห่งโอกาส” เพราะนอกจากจะเชื่อมโยงพื้นที่และประชาชนแล้ว ยังช่วยเติมเต็มจุดขาดหายของโครงข่ายคมนาคม หรือ Missing Link เชื่อมโยงเส้นทางฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของภาคใต้


ในด้านการท่องเที่ยว สะพานทั้งสองโครงการจะช่วยเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพิ่มศักยภาพของเกาะลันตาและพื้นที่โดยรอบทะเลสาบสงขลา พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการเดินทางด้วยจักรยานและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม นายอนุทินเน้นย้ำว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องดำเนินควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ทะเลสาบสงขลาที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศและเป็นแหล่งอาศัยของ โลมาอิรวดี ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง รัฐบาลจึงกำหนดให้มีการดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดตลอดกระบวนการก่อสร้าง


ทั้งนี้ การดำเนินโครงการจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบท กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมประมง รวมถึงหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปตามมาตรฐานและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศให้มากที่สุด

นายอนุทินยังกล่าวขอบคุณ ธนาคารโลก (World Bank) ที่มีส่วนร่วมในการวางแผนและผลักดันแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมกำชับผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้าง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

“สะพานทั้งสองแห่งไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชน แต่ต้องเป็นสะพานที่เชื่อมการพัฒนาเศรษฐกิจกับการอยู่รอดของธรรมชาติ ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างมีความสุขและยั่งยืน”


การลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้ มุ่งยกระดับระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนควบคู่ไปด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *