จากเหตุการณ์เช้าตรู่วันที่ 22 เมษายน 2568 ที่คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดลอบยิงพระสงฆ์และสามเณรขณะออกเดินทางไปบิณฑบาตในพื้นที่เขตเทศบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา โดย ร้อยตำรวจโท วัฒนา ชูมาปาน เจ้าหน้ตำรวจ สภ.สะบ้าย้อยนำรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแม็ก 4 ประตู สีดำ มารับพระสงฆ์และสามเณร 6 รูปไปบิณฑบาต
ขณะเดินทางมาถึงบริเวณถนนสวนโอน บ้านคลองเรียน ห่างจากวัดกุหร่า ประมาณ 500 เมตร คนร้ายได้ลอบยิงรถคันดังกล่าว ซึ่ง ร้อยตำรวจโท วัฒนาฯ ได้ยิงตอบโต้ เหตุการณ์ดังกล่าวพระสงฆ์และสามเณรเสียชีวิต 1 รูป และได้รับบาดเจ็บ 1 รูป


กรณีนี้ บาบอฮุสณี บินหะยีคอเนาะ ผู้รู้ศาสนา/ผู้บริหารร.ร.ศาสนบำรุง อ.จะนะ จ.สงขลา กล่าวว่า ฝ่ายศาสนามีความรู้สึกหดหู่ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกิดความเข้าใจเหมารวมว่าเป็นเรื่องศาสนา แต่ความจริงประเด็นของศาสนามาทีหลัง แต่เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกันมากกว่า ซึ่งเห็นได้ชัดว่าฝ่ายที่สร้างความรุนแรงไม่สนใจหรือยอมรับการนำของผู้นำศาสนาที่ไม่เป็นไปตามแนวทางของเขาอยู่แล้ว แม้แต่จุฬาราชมนตรีเขาก็ไม่ฟัง หรือคณะกรรมการอิสลามที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของเขา ๆ ก็ไม่ให้ความสำคัญ
“นี่เป็นโจทย์ยาก เพราะผู้ก่อการเป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วม มีศักยภาพความสามารถใหม่ๆ ต่างกับรุ่นเก่า และค่อนข้างเป็นอิสระจากความคิดคนรุ่นก่อน นี่เป็นเรื่องใหม่และสำคัญมากที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญ” บาบอฮุสณี กล่าว และว่า
เรื่องหนึ่งที่เขามองคือ แม้ว่าจุฬาฯประกาศว่าพื้นที่ไม่ใช่ดินแดนสงคราม หรือดารุลหัรบี แต่ในความเป็นจริงฝ่ายก่อการก็มองว่าในการปฏิบัติภาครัฐดำเนินการเหมือนดินแดนสงคราม เช่น การใช้พรก.ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.บ.ต่างๆ ก็ยังมีการประกาศใช้ การสร้างสันติภาพต้องให้หลายฝ่ายมาคุยกัน ทั้งปีกการเมืองต้องเข้มแข็งกว่าปีกที่ต้องการใช้อาวุธ ต้องให้แต่ละฝ่ายเห็นประโยชน์ของการหาทางออกโดยการเมือง การพูดคุย เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้เขาสู้บนดิน หรือแม้แต่หากเขาต้องการตั้งพรรคการเมืองเข้ามาสู้กันในสภาฯ
ทุกฝ่ายต้องมาร่วมกันประเมินและไตร่ตรองว่าการดำเนินการของภาครัฐเพื่อให้เกิดความสงบสุขไม่ใช่การเอาชนะ แต่เป็นการร่วมกันสร้างความเจริญให้กับพื้นที่ และประเทศโดยรวม ทุกฝ่ายต้องเปิดใจ
”เราต้องการผู้นำประเทศที่เข้ามาแก้ปัญหาจริงๆ เพื่อให้เกิดความสันติสุขในระยะยาว”
บาทบอฮุสณี กล่าวต่อว่า จากการสังเกตุของคนในพื้นที่ ฝั่งผู้ก่อการไม่พอใจการขยับตัวแรงของอดีตนายกฯทักษิณ ที่ลงมาในพื้นที่ และมีการจับมือกับฝั่งมาเลเซีย สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายตรงข้ามรัฐ
“จากข่าวสารที่คุยกันในร้านน้ำชาว่ามีการยื่นข้อเสนอให้มาเลเซียส่งคนไทยที่อยู่มาเลเซียกลับมา โดยคนที่หนีไปอยู่มาเลเซียจะเป็นกลุ่มรุ่นเก่า ซึ่งคนรุ่นใหม่กลุ่มใหม่ไม่ได้ไป น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงครั้งใหม่”
ซึ่งการขยับตัวของอดีตนายกฯ ครั้งนี้ถือเป็นหัวเชื้ออีกคล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นที่ทำให้เกิดเหตุการณ์มาจนทุกวันนี้ เป็นลักษณะวันแมนโชว์อีก และกับกลุ่มต่อต้านที่เป็นคนรุ่นใหม่ๆ ก็แสดงศักยภาพว่าเขาเองก็ไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญกับใครหรือแนวคิดใดที่ไม่ตรงกับความคิด ความต้องการของเขาแม้แต่กับมาเลเซีย

ขณะที่ ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวว่า ประชาชนควรจะ ต้องรับฟังข่าวสารอย่างรอบคอบ แยกแยะกลั่นกรองข้อมูล กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการรับรู้เหตุการณ์ ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบเป็นเด็ก เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา เราต้องประณามทุกฝ่ายที่ใช้ความรุนแรง นี่เป็นความชัดเจน ข้อมูลข่าวสารที่ก่อความรู้สึก ประชาชนต้องแยกข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงกับส่วนที่เป็นความคิดเห็นหรือการแสดงอารมณ์ โอกาสที่จะถูกปลุกปั่นแตกแยกจะเกิดขึ้นได้ง่าย เราต้องระมัดระวัง
“ภาครัฐต้องมีถ้อยแถลงที่ชัดเจนว่า หนึ่งยังยึดถือแนวทางแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี การเคารพกฎหมายและความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย สองทำให้เกิดความชัดเจนว่าในทางการเมืองจะแก้ปัญหาอย่างไร ต้องมีแนวทางออกมาที่ชัดเจนมากกว่านี้ นี่เป็นเรื่องที่เราต้องย้ำกันทุกครั้ง อย่าปล่อยให้มีการกระทำที่ก่อเหตุบานปลายอื่นขึ้นมา รัฐเป็นหลักสำคัญเพราะมีความชอบธรรมในทางกฎหมาย อำนาจรัฐในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกฝ่าย” ผอ.สถาบันสันติศึกษา ม.อ. กล่าว และว่า
ประชาชนต้องส่งเสียงฝ่ายที่สามออกมาว่า ไม่ว่าฝ่ายใดที่ใช้ความรุนแรง ถือว่าคุณสูญเสียความชอบธรรมในการต่อสู้เรียกร้อง ถ้าประชาชนชัดเจนในเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรง ผู้ที่ใช้ความรุนแรงจะไม่ได้รับการยอมรับ
ในขณะเดียวกัน ทุกคนก็แสดงความเห็นอกเห็นใจกับผู้สูญเสีย และได้รับผลกระทบ นี่เป็นเรื่องที่ประชาชนทำได้คือการแสดงเจตนารมย์ที่ชัดเจนในการห้ามปรามการใช้ความรุนแรง และข้อเสนอของภาคประชาสังคมในการใช้กระบวนการทางการเมือง การพูดคุยเจรจาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ไม่กลับเข้าสู่วังวนเดิมๆ หรือการแก้แค้นตอบโต้ซึ่งจะเป็นการไปเสริมให้กับกลุ่มที่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก
“รัฐต้องชัดเจนในการช่วยเหลือผู้สูญเสีย ต้องมีการวางแนวทางระยะสั้น ระยะกลางออกมาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การให้ข้อมูลสัมภาษณ์กันไปเรื่อยๆ ขณะที่ประชาชนก็รอฟังคำแถลงของนายกรัฐมนตรี ท่าทีของรัฐมนตรีที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะเป็นอย่างไร” ผศ.ดร.กุสุมา กล่าว
ขณะเดียวกันก็มีคำแถลงการณ์คณะสงฆ์ภาค 18 เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบดำเนินการตามกฎหมาย ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้สูญเสีย


