“หากปีนี้ปริมาณฝนตกเพียงครึ่งหนึ่งของปี 2568 หาดใหญ่ก็ยังมีโอกาสเกิดน้ำท่วม”
คำเตือนที่สอดรับกับกระแสวิตกของคนหาดใหญ่จาก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งระบุว่าถึงเวลาแล้วที่คนหาดใหญ่จะต้องเปลี่ยนวิธีคิด จากการรอให้เกิดภัยแล้วค่อยแก้ไข มาเป็นการ “เตรียมพร้อมและปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับภัยพิบัติ” เพราะสภาพภูมิอากาศในอนาคตจะมีความรุนแรงและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น




รศ.ดร.เสรี กล่าวในการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคท้องถิ่น ภาคเศรษฐกิจ และภาคประชาชน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มี นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศิมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมด้วย นายภูวดล วงษ์โสภณากุล, นายดลภัทร มณีแสง ผู้แทน สส.จุรี นุ่มแก้ว, นายศาสตรา ศรีปาน, นายสิทธิศักดิ์ ตันมงคล เลขาธิการสภาเศรษฐกิจหาดใหญ่ และนายนวมินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ (หมอบอส) ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ภายใต้แนวคิด “เตรียมพร้อมก่อนน้ำมา” และ “บริหารจัดการเชิงรุก ไม่ใช่รอให้น้ำท่วมแล้วค่อยแก้” ว่า
บทเรียนจากอุทกภัยใหญ่ในปี 2568 ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของระบบป้องกันน้ำท่วมอย่างชัดเจน
โดยในช่วงเกิดฝนตกหนัก มีปริมาณน้ำไหลเข้าสู่ลุ่มน้ำอู่ตะเภาประมาณ 5,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ระบบชลศาสตร์และโครงสร้างระบายน้ำของหาดใหญ่ในปัจจุบัน รองรับได้เพียง 1,633 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือไม่ถึงหนึ่งในสามของปริมาณน้ำทั้งหมด ทำให้มีน้ำส่วนเกินมหาศาลไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชน และเขตเมือง
“หากปีนี้ มีฝนตกเพียงครึ่งหนึ่งของปี 2568 หาดใหญ่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมได้ เพราะศักยภาพของระบบรองรับน้ำยังต่ำกว่าปริมาณน้ำที่จะไหลเข้ามาอย่างมาก” รศ.ดร.เสรี กล่าว พร้อมย้ำว่า การแก้ปัญหาในระยะยาวจึงต้องอาศัยทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างความพร้อมของประชาชนควบคู่กัน




รศ.ดร.เสรี กล่าวต่อว่า หลายประเทศที่เผชิญภัยธรรมชาติรุนแรงกว่าประเทศไทย เช่น ญี่ปุ่น และ สหรัฐอเมริกา สามารถลดความสูญเสียได้ เพราะประชาชนได้รับการเตรียมความพร้อม มีการฝึกซ้อมอพยพอย่างสม่ำเสมอ รู้วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุ และมีระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ
“สิ่งสำคัญไม่ใช่การทำให้ไม่มีน้ำท่วม แต่คือการทำให้ประชาชนอยู่กับภัยพิบัติได้อย่างปลอดภัย ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินให้น้อยที่สุด”
งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะเทศบาลนครหาดใหญ่ จะต้องเป็นกำลังหลักในการรับมือภัยพิบัติ เพราะเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ทั้งในด้านการแจ้งเตือน การอพยพ การกู้ภัย การจัดตั้งศูนย์พักพิง และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในช่วงวิกฤต
แม้ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จะอนุมัติงบกลางเร่งด่วนกว่า 800 ล้านบาท สำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจังหวัดสงขลาได้รับกว่า 600 ล้านบาท เพื่อนำไปซ่อมแซมประตูระบายน้ำ เสริมคันกั้นน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และขุดลอกคลอง ซึ่งต้องแล้วเสร็จภายใน 90 วัน แต่การลงทุนดังกล่าวเป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพในระยะสั้น ยังไม่สามารถรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวได้ทั้งหมด
จึงเสนอให้ทุกหน่วยงานเปลี่ยนแนวคิดจากการ “รอให้น้ำท่วมแล้วค่อยแก้” มาเป็น การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ด้วยการใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศ ระบบติดตามฝนและระดับน้ำแบบเรียลไทม์ ระบบแจ้งเตือนภัยที่แม่นยำ แผนอพยพที่ชัดเจน และการเตรียมศูนย์พักพิงให้พร้อมใช้งาน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
รศ.ดร. เสรี ยังเสนอให้ทุกหน่วยงานใช้ ฐานข้อมูลเดียวกัน ในการวิเคราะห์และวางแผน พร้อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์กลางบูรณาการทุกโครงการ เพื่อให้เกิดเอกภาพในการผลักดันแผนงานเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาล
สำหรับแผนระยะยาว ทุกหน่วยงานได้ร่วมกันเสนอ แผนแม่บทป้องกันน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ วงเงินกว่า 55,000 ล้านบาท ครอบคลุมโครงการขยายคลองเรียน ก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ ถนนกาญจนวณิชย์ พัฒนาแก้มลิง เพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำ ก่อสร้างศูนย์พักพิง และยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำทั้งลุ่มน้ำอู่ตะเภา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณน้ำในอนาคต
ด้าน นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กล่าวว่า เทศบาลได้เร่งขุดลอกคูคลอง และเตรียมขุดลอกเพิ่มเติมกว่า 100 กิโลเมตร พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณแก้มลิงภายในเดือนหน้า
ขณะที่โครงการอุโมงค์ระบายน้ำ แก้มลิง และศูนย์พักพิง อยู่ระหว่างการผลักดันของรัฐบาล
การประชุมครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการติดตามโครงการป้องกันน้ำท่วม แต่เป็นการส่งสัญญาณให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า “ภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความสูญเสียสามารถลดลงได้ หากทุกคนร่วมกันเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้” พร้อมผลักดันให้หาดใหญ่ก้าวสู่ “เมืองแห่งการเตรียมพร้อม” ที่ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับภัยธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน.


