คาใจทั้งห้องประชุม! ทำไมขบวนการทุจริต ”สหกรณ์เครดิตยูเนียนหาดใหญ่“ 540 ล้าน ผ่านสายตาผู้ตรวจสอบได้ ขณะที่ “ผู้ตรวจสอบกิจการ” แจงละเอียดประเด็นสำคัญ ย้ำปิดช่องโหว่ทุจริตแล้ว
“สงขลาโฟกัส” เกาะติดการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2568 สหกรณ์เครดิตยูเนียนหาดใหญ่ จำกัด วันนี้(30 พฤษภาคม 2569) ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ที่ห้องภูผาเมฆ ชั้น 3 โรงแรมทีอาร์ ร็อคฮิลล์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
มี นายชัยชนะ อมรวัฒน์ สหกรณ์จังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย ผศ.บรรเจิด พฤฒิกิตติ ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหาดใหญ่ จำกัด คณะกรรมการดำเนินการ ผู้บริหารสหกรณ์ ผู้ตรวจสอบบัญชี ทีมทนายความ ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานท้องถิ่นเข้าร่วม ท่ามกลางความสนใจของสมาชิก ตัวแทนกลุ่ม และผู้สังเกตการณ์
โดยมีวาระสำคัญ ทั้งการรายงานผลการดำเนินงานประจำปี การเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการชุดใหม่ รวมถึงการชี้แจงความคืบหน้าคดีทุจริตทางการเงินภายในสหกรณ์ที่มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 540 ล้านบาท


ช่วงหนึ่งของการประชุม ทีมผู้ตรวจสอบกิจการและบัญชีได้รายงานผลการตรวจสอบประจำปี 2568 พร้อมเปิดโอกาสให้สมาชิกซักถามอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับระบบควบคุมภายในและคดีทุจริตที่เกิดขึ้น
ผู้ตรวจสอบกิจการได้สรุปผลการตรวจสอบหลักไว้ หลายประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย การตรวจสอบผู้กู้ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ยังมีรายได้และฐานะทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ปกติ การตรวจสอบระบบเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกรุงเทพ พบว่าการจ่ายเช็คเป็นไปตามระเบียบ
แต่มีข้อสังเกตเรื่องการลงลายมือชื่อล่วงหน้าและขั้นตอนยกเลิกเช็ค ซึ่งได้เสนอให้ปรับปรุง เพื่อป้องกันความเสี่ยง และสหกรณ์ได้ดำเนินการแก้ไขแล้ว
ทั้งยังมีการตรวจสอบห้องมั่นคงหรือห้องเก็บตู้เซฟ ซึ่งใช้เก็บเงินสด โฉนดที่ดิน และเอกสารสำคัญ พบว่ามีการลงชื่อเข้า-ออกอย่างเป็นระบบ แม้ในอดีตจะมีข้อผิดพลาดบางส่วน แต่ได้รับการปรับปรุงจนอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ


ส่วนการตรวจสอบเอกสารเงินกู้สามัญของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นสินเชื่อสำหรับพนักงานวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ดอกเบี้ย 8% พบว่าสัญญาและเอกสารถูกต้องตามระเบียบ โดยผู้ตรวจสอบเสนอให้เร่งหาผู้ค้ำประกันใหม่ทดแทนกรณีผู้ค้ำเดิมพ้นสภาพการเป็นเจ้าหน้าที่
สำหรับการสังเกตการณ์อบรมสมาชิกใหม่ พบว่าสมาชิกเข้าร่วมจำนวนมาก การดำเนินงานของคณะกรรมการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะที่การตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ในช่วงหลังเกิดเหตุทุจริต พบว่าเจ้าหน้าที่ยังมีขวัญกำลังใจในการให้บริการสมาชิก แม้อยู่ภายใต้ภาวะกดดัน พร้อมเสนอให้เพิ่มมาตรการควบคุมระบบแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะการกำหนดวงเงินถอนต่อวันและการควบคุมระบบไอทีให้รัดกุมมากขึ้น
อีกประเด็นสำคัญคือ การตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่ ซึ่งพบเจ้าหน้าที่ 8 ราย มีพฤติกรรมทางการเงินผิดปกติจากเส้นทางการถอนจ่ายเงิน โดยทางผู้ตรวจสอบได้รายงานต่อสหกรณ์และดำเนินการตรวจสอบจนได้ข้อสรุปแล้ว
ในช่วงเปิดให้สมาชิกซักถาม มีการตั้งคำถามถึง “บัญชีพัก” หรือบัญชีของผู้สมัครสมาชิกที่ยังไม่ผ่านการปฐมนิเทศ แต่ยังเปิดบัญชีไว้กับสหกรณ์ ซึ่งผู้ตรวจสอบกิจการชี้แจงว่า มีบัญชีลักษณะดังกล่าวจำนวนหลายร้อยบัญชี ส่วนใหญ่เป็นบัญชีเงินฝากจำนวนไม่มากที่ถูกเปิดไว้เพื่อเตรียมสะสมเงินค้ำประกัน ก่อนขาดการติดต่อ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19

จากการตรวจสอบพบว่า บัญชีบางส่วนถูกนำไปใช้เป็นช่องทางโยกเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจริง ขณะนี้สหกรณ์อยู่ระหว่างดำเนินการคัดกรองและพิจารณาให้ผู้ที่ยังไม่ผ่านการปฐมนิเทศพ้นสภาพสมาชิก แต่ยังคงรักษาสิทธิประโยชน์เรื่องยอดเงินคงเหลือในบัญชีไว้
ขณะเดียวกัน สมาชิกยังตั้งคำถามว่า เหตุใดการทุจริตจึงไม่ถูกตรวจพบตั้งแต่แรก โดยผู้ตรวจสอบกิจการชี้แจงว่า ทีมงานมีการตรวจสอบบัญชีรับ-จ่ายเงินสดและส่งรายงานทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง แต่กรณีนี้มีความซับซ้อนสูง แนบเนียน เนื่องจากเป็นการกระทำร่วมกันของหลายฝ่ายภายในองค์กร ทั้งฝ่ายไอที ฝ่ายบัญชี และเจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์ ทำให้เอกสารและข้อมูลในระบบดูถูกต้องครบถ้วน
“การตรวจสอบหน้างานจึงไม่พบยอดเงินขาดบัญชีที่ผิดสังเกตในช่วงแรก”
ผู้ตรวจสอบกิจการ กล่าว และว่า
ปัจจุบันได้ทราบกลไกและช่องโหว่ทั้งหมดแล้ว และกำลังร่วมมือกับฝ่ายบริหารสหกรณ์ในการปรับปรุงระบบควบคุมภายใน ล้างบัญชีที่มีปัญหา รวมถึงยกระดับมาตรการด้านไอทีและการควบคุมธุรกรรมทางการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีกในอนาคต


