‘บวท.’เลือกศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่นำร่องระบบ“SMC”แห่งแรกของประเทศ

แทมเพลตข่าว 2026 08 18T145528.461

บริษัทวิทยุการบินฯ เลือกศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่นำร่อง “โครงการ SMC” ยกระดับการบริหารจัดการระบบวิศวกรรมการเดินอากาศก่อนขยายไป 8 ศูนย์ฯ ทั่วประเทศ ภายในปี 2571ระบุเป็นศูนย์ควบคุมการบินหลักของภาคใต้ นำRemote Tower มาใช้งานที่สนามบินนราฯ-เบตง คาดจะเปิดใช้งานภายในปี 2571

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า วิทยุการบินฯ เร่งผลักดันการนำระบบเทคโนโลยี Remote Tower มาให้บริการควบคุมจราจรทางอากาศจากศูนย์ควบคุมระยะไกล สำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นน้อย

โดยระยะแรก วิทยุการบินฯ ได้วางแผนจะนำ Remote Tower มาใช้งานที่สนามบินนราธิวาส และเบตง เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการบริหารอัตรากำลัง ทั้งการหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ และการจัดเจ้าหน้าที่วิศวกรประจำหอควบคุมการจราจรทางอากาศ ซึ่งเป็นบุคลากรเฉพาะทางที่ขาดแคลน ทั้งนี้ จะควบคุมการจราจรทางอากาศระยะไกลมาจากศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่

โดยเทคโนโลยี Remote Tower จะอาศัยระบบเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูง กล้องโทรทัศน์วงจรปิดความละเอียดสูง และระบบแสดงผลอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูลการบินแบบดิจิทัล ทำให้เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศสามารถมองเห็นภาพสนามบินเสมือนจริงได้อย่างครบถ้วนและแม่นยำเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ยกระดับความปลอดภัย เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารบุคลากร
ลดข้อจำกัดด้านพื้นที่และต้นทุนการลงทุนในระยะยาว พร้อมรักษามาตรฐานการให้บริการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดใช้งานภายในปี 2571

อีกทั้ง วิทยุการบินฯ ยังเลือกศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่เป็นพื้นที่นำร่องโครงการ System Monitoring and Control (SMC) แห่งแรกของประเทศเพื่อยกระดับการบริหารจัดการระบบวิศวกรรมการเดินอากาศในการควบคุม เฝ้าระวังและสั่งการแบบรวมศูนย์ เนื่องจากเป็นศูนย์ควบคุมการบินหลักของภาคใต้ที่รับผิดชอบดูแลระบบสื่อสารการเดินอากาศ ระบบช่วยการเดินอากาศ ระบบติดตามอากาศยาน
ระบบเครือข่าย ระบบบริการจราจรทางอากาศตลอดจนระบบอำนวยความสะดวกและระบบสนับสนุนต่าง ๆ ในภูมิภาค

โดยระบบ (SMC) หรือศูนย์ควบคุมสั่งการและเฝ้าระวัง จะทำหน้าที่เฝ้าระวัง ติดตาม และวิเคราะห์สถานะการทำงานของระบบวิศวกรรมตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้สามารถตรวจพบและแก้ไขเหตุขัดข้องได้อย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลาการหยุดชะงักของระบบเพิ่มความต่อเนื่องในการให้บริการ และยกระดับความปลอดภัยในการเดินอากาศ ก่อนขยายผลไปยังศูนย์ควบคุมการบินหลักอีก 8 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2571

6 โครงการเด่น“วิทยุการบิน”ปี 69

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เผยว่า กระทรวงคมนาคมเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาการบริหารจราจรทางอากาศ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ลดความล่าช้าของเที่ยวบิน และสนับสนุนการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้มอบนโยบายให้วิทยุการบินฯเร่งดำเนินโครงการบูรณาการข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ หรือ Weather Radar ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศสามารถใช้ข้อมูลสภาพอากาศที่มีความแม่นยำ และเป็นปัจจุบันในการบริหารจัดการเที่ยวบิน โดยเฉพาะช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดผลกระทบต่อผู้โดยสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศของประเทศ

พร้อมผลักดันการพัฒนาระบบ System Wide Information Management (SWIM) เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบินในรูปแบบดิจิทัล ตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยตั้งเป้าหมายให้วิทยุการบินฯก้าวสู่การเป็น SWIM Service Provider ภายในปี 2573 ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการบริหารข้อมูลการบินยุคใหม่พร้อมทั้งให้บูรณาการการดำเนินงานอย่างเร่งด่วนกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงกับระบบการบินโลกได้อย่างสมบูรณ์ทันตามกรอบเวลา สอดรับเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่ World-class Aviation Hub

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บวท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ปริมาณเที่ยวบินรวมในปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – กันยายน 2569 คาดการณ์ว่าจะมีเที่ยวบินรวม 919,643 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,520 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 ร้อยละ 1.64

จากข้อมูลปัจจุบัน ขณะนี้มีปริมาณเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 777,456 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,558 เที่ยวบินต่อวัน แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศ 385,991 เที่ยวบินๆ ภายในประเทศ 297,234 เที่ยวบิน และเที่ยวบินผ่านน่านฟ้า 94,231 เที่ยวบิน

“ตัวเลขปริมาณเที่ยวบินเป็นไปตามคาดการณ์แม้การเติบโตจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ยังสะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง

สำหรับกลุ่มประเทศที่มีเที่ยวบินเข้า-ออกและบินผ่านประเทศไทยสูงสุด ได้แก่ จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

ขณะที่สนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นที่สุด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และสมุย ตามลำดับ

อีกก้าวสำคัญคือ การเปิดใช้เส้นทางบิน L770 (NAN–SAGAG) ในวันที่ 3 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นเส้นทางบินตรงจากไทยสู่ประเทศจีน ผ่านความร่วมมือของไทย จีน และลาว ช่วยลดระยะทางการบิน 27.5 -35.2 ไมล์ทะเล เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศ ลดต้นทุนสายการบิน ประหยัดเชื้อเพลิงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรองรับการเติบโตของการเดินทางระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีน เป็นการสนับสนุนการพัฒนาการบินอย่างยั่งยืนรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นนับเป็นการพัฒนาโครงข่ายเส้นทางบินในภูมิภาคและสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างไทย-จีน ซึ่งเป็นการตลาดการบินสำคัญ

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท.กล่าวว่า วิทยุการบินฯ เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเดินอากาศอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ผ่าน 6 โครงการสำคัญ ดังนี้

  1. โครงการบูรณาการข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ
    หรือ Weather Radar เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการ
    เดินอากาศ ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เป็นการ
    เชื่อมโยงข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ เข้าสู่ระบบบริหารจัดการจราจรทางอากาศ เพื่อแสดงข้อมูลกลุ่ม
    เมฆฝนโดยละเอียด ทั้งตำแหน่ง ความรุนแรง และแนวโน้มการเคลื่อนที่ของกลุ่มเมฆฝน แสดงซ้อนทับกับข้อมูลเส้นทางบินและตำแหน่งอากาศยาน
    บนหน้าจอของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ
    สำหรับท่าอากาศยานที่มีความหนาแน่นสูง และสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย คาดว่าจะเริ่มใช้งานที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นที่แรก ภายในปี
    2570 ซึ่งจะช่วยให้สามารถติดตามและวิเคราะห์สภาพอากาศแบบทันต่อเหตุการณ์ เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศและนักบิน ลดผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน และเสริมสร้างความปลอดภัยในการบินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  2. โครงการนำ Digital Tower มาใช้งาน ณ ท่า
    อากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง และการนำ
    Remote Tower มาใช้ที่ท่าอากาศยานนราธิวาสและ
    เบตง โดยระบบดังกล่าว จะใช้กล้องวงจรปิดประสิทธิภาพสูงและระบบแสดงผลอัจฉริยะ มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมจราจรทางอากาศ ยกระดับความปลอดภัย เพิ่มความแม่นยำในการมองเห็น และเพิ่มความต่อเนื่องในการให้บริการ โดยจะเริ่มจัดหาในเดือนตุลาคม 2569 และคาดว่าจะเปิดใช้งานภายในปี 2571
  3. โครงการพัฒนาระบบ System Monitoring and Control (SMC) เพื่อเฝ้าระวังติดตามและควบคุมระบบวิศวกรรมจราจรทางอากาศ ตลอด 24 ชั่วโมง
    ซึ่งจะติดตามการทำงานของระบบทั่วประเทศไว้ใน
    ศูนย์ควบคุมเดียว ครอบคลุมทั้งระบบสื่อสาร ระบบช่วยการเดินอากาศ ระบบติดตามอากาศยาน ระบบเครือข่าย ระบบบริการจราจรทางอากาศ รวมถึง
    ระบบสนับสนุนต่าง ๆ ทำให้สามารถติดตาม วิเคราะห์
    และแก้ไขเหตุขัดข้องได้อย่างรวดเร็ว โดยจะเริ่มใช้งานที่ศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่ ช่วงต้นปี 2570 นี้
    และมีแผนขยายผลสู่ศูนย์ควบคุมการบินหลักทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2571
  4. โครงการพัฒนาระบบการบินสมัยใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการยกระดับสู่การให้บริการตามแนวคิดการจัดการจราจรทางอากาศตามวิถีการบิน โดยการเปลี่ยนถ่ายไปสู่การให้บริการ System Wide Information Management (SWIM) ที่จะปรับเปลี่ยนการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบินไปสู่รูปแบบดิจิทัล และเชื่อมโยงระบบการบินเข้าด้วยกันทั้งหมด ภายในปี 2573 เพื่อให้พร้อมรองรับการยกเลิกการใช้งานระบบวางแผนการบินแบบเดิม ไปสู่ระบบวางแผนการบินแบบใหม่
    ที่เป็นระบบวางแผนการบินที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ล่วงหน้าและทันท่วงที ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการเดินอากาศ นับเป็นการวางรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการจราจรทางอากาศด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อมโยงถึงกัน และทันเวลาต่อการตัดสินใจ
  5. การให้บริการจัดการความคล่องตัวของการ
    จราจรทางอากาศสำหรับเที่ยวบินผ่านน่านฟ้าประเทศอัฟกานิสถาน โดยใช้ระบบ Bay of Bengal Cooperative Air Traffic Flow Management System (BOBCAT) ซึ่งวิทยุการบินฯ เป็นผู้พัฒนาระบบขึ้นเอง
    ยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้บริการเดินอากาศในภูมิภาค โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สายการบินมีการใช้งานระบบ BOBCAT เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำนวนเที่ยวบินเฉลี่ยเพิ่มจากคืนละ 46 เที่ยวบิน เป็น 77 เที่ยวบิน
    เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 นอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรทางอากาศแล้ว ระบบ BOBCAT ยังช่วยให้สายการบิน ลดระยะเวลาบินวนรอได้ประมาณ 73,268 นาที ประหยัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงประมาณกว่า 8,353 ตัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณกว่า 26,394 ตัน
    (ในช่วง 300 วันแรกที่กลับมาเปิดให้บริการระหว่าง ก.ย. 2568 – มิ.ย. 2569) จนได้รับผลตอบรับที่ดีและเสียงชื่นชมจากสายการบินผู้ใช้งาน แสดงความชื่นชมถึงประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีที่วิทยุการบินฯ พัฒนาขึ้นเองและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
  6. การขับเคลื่อนการบินอย่างยั่งยืน ผ่านการบริหารจราจรทางอากาศที่ช่วยลดระยะเวลาการบิน
    ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้วิทยุการบินฯ ได้รับการรับรอง Green
    ATM ระดับ 2 จาก CANSO และตั้งเป้ายกระดับสู่ Green ATM ระดับ 3 ในระยะต่อไป
    ผลการดำเนินงานทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวิทยุการบินฯ ในการยกระดับระบบบริการการเดินอากาศของประเทศไทยให้มีความปลอดภัย
    ทันสมัย และยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมตามมาตรฐานโลก พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในทุกมิติ และสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่การเป็น World-class Aviation Hub เพื่อประโยชน์ ของสายการบินและผู้โดยสารต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *