เครือข่ายภาคประชาชนสงขลา นำโดยนายเกรียงไกร คมขำ (โอ๋) และ นายเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ (เถ้าแก่หลี) เผยมุมมองของภาคประชาชนในโอกาสที่ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลาแถลงผลงานครบ 1 ปี เมื่อ 4 สิงหาคม 2569
นายเกรียงไกร มองว่า การแถลงผลงาน 1 ปีที่ผ่านมา เป็นเพียงการนำเสนอตัวเลขการทำถนนหรือการกู้เงิน ซึ่งไม่ได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่แท้จริง ประชาชนไม่ได้เห็นร่องรอยของการชี้แจงด้านความโปร่งใส หรือการตรวจสอบได้
“ถ้าเป็นบริษัทเอกชน การประเมินผลต้องเป็นแบบ 360 องศา คนทำงานต้องได้รับการประเมินทั้งจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และลูกน้อง เพื่อพัฒนาทักษะและคุณธรรม แต่เวทีของ อบจ. กลับเป็นเพียงการเดินอวดผลงานบนแคตวอล์กกว่า 1 ชั่วโมง โดยไม่มีประโยคไหนที่ทำให้คนสงขลาเชื่อได้เลยว่า ผู้บริหารมีความรักและจริงใจต่อจังหวัดสงขลาอย่างแท้จริง” นายเกรียงไกร กล่าว และว่า


การบริหารงบประมาณแบบเร่งด่วนโดยขาดประสิทธิผล ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการดึงงบประมาณที่ควรสนับสนุนการศึกษาไปใช้ในโครงการขนาดใหญ่ เช่น การจัดซื้อเรือท้องแบนมูลค่าสูงถึง26.9 ล้านบาท ซึ่งภาคประชาชนมองว่าเป็นการลงทุนที่ปราศจากความคุ้มค่า และเป็นการนำเงินอนาคตมาผลาญ
นายเกรียงไกร กล่าวถึง “ระบบอุปถัมภ์” ที่อยู่เหนือระบบคุณธรรม โดยยกกรณีที่นายก อบจ. สั่งถอนเครื่องจักรกลออกจากพื้นที่ตำบลนาสีทองอย่างกะทันหัน เพียงเพราะปัญหาข้อกฎหมายนิติบุคคลซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจตามอำเภอใจมากกว่าการจัดลำดับความสำคัญของงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
การทำเพื่อสงขลาไม่ใช่วาทกรรม!
คำประกาศ “ชีวิตที่เหลือของผม จะทำเพื่อคนสงขลา” ของนายกฯ สุพิศ ในงานแถลงข่าวในวาระที่เหลืออีก 2 ปี 6 เดือน นายเกรียงไกร ระบุว่าคำพูดดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม แต่สิ่งที่ชาวสงขลาคาดหวังมากกว่าคำพูดสวยหรูคือ “การกระทำที่สะท้อนความดีอย่างแท้จริง”
ทั้งย้ำว่าการพูดดีเป็นเรื่องง่าย แต่การทำดีต่างหากคือ สิ่งที่ประชาชนรอคอย เหมือนการตักบาตรตอนเช้า เราอย่าเพิ่งเชื่อว่า คนที่ตักบาตรจะมีความสุขจริงๆ จนกว่าเราจะเข้าใจถึงจิตใจและเจตนาบริสุทธิ์ของเขา การกระทำเพื่อสงขลาต้องมาจากความโปร่งใส ไม่ใช่เพียงวาทกรรมทางการเมือง
“ภาคประชาชนไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่จะขับไล่นายก อบจ. เพียงแค่อยากเห็นการพัฒนาเมืองสงขลาไปในทิศทางที่ถูกต้อง ทุกคนทำผิดพลาดได้แต่เมื่อทำผิดแล้วต้องกล้าเผชิญหน้าความจริงยอมรับผิด และกล่าวคำว่า “ขอโทษ” หรือ “เสียใจ”ต่อประชาชน หากผู้บริหารกล้าที่จะปรับปรุงตัว สังคมก็พร้อมที่จะให้โอกาส”
นายเกรียงไกร ยอมรับว่า ตนอาจมีข้อบกพร่องเรื่องการใช้คำพูดหรืออารมณ์ที่รุนแรงในบางครั้ง(เช่น การด่าทอผ่านคลิปวิดีโอ) ซึ่งตนก็พร้อมที่จะเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นในฐานะภาคประชาชน แต่ก็บอกว่า ประชาชนก็มีสิทธิ์อย่างเต็มที่ที่จะคาดหวังและเรียกร้องให้สงขลามี “นายก อบจ.ที่ดีขึ้น” เช่นเดียวกัน
ทำด้วยใจบริสุทธิ์-ไม่ท้อถอย
แม้การลงพื้นที่ตรวจสอบความไม่โปร่งใสจะนำมาซึ่งการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี แต่ทั้งนายเกรียงไกรและนายเฉลิมชัย ยืนยันว่า ไม่มีความหวาดกลัวหรือท้อถอย
“คนที่ขับรถบริสุทธิ์ใจ ไม่มียาเสพติด ไม่มีของเถื่อนซ่อนอยู่ เขาไม่กลัวด่านตรวจหรอกครับ วันนี้เงากำลังกลัวแสงสว่าง ความจริงเริ่มปรากฏชัดเจนผมเชื่อว่าชาวสงขลาไม่ใช่คนที่จะยอมจำนน เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือคนสงขลา หากความถูกต้องไม่เกิดขึ้น วันหนึ่งชาวบ้านจะลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรม และถอนราก ถอนโคนระบบทุจริตนี้ด้วยมือของพวกเขาเอง” นายเกรียงไกร กล่าว
ขณะที่ นายเฉลิมชัย ได้ท้าทายนโยบายการแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่นายกอบจ. สงขลาเคยประกาศว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 2 เดือนโดยเรียกร้องให้นำแผนงานมากางชี้แจงต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส
ประเด็นร้อนแรงที่สุดคือ งบประมาณ 460 ล้านบาท ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อปรับปรุงคลอง ร.1 นายเฉลิมชัย ในฐานะผู้มีประสบการณ์ในแวดวงรับเหมาก่อสร้าง ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “จากประสบการณ์ของตนโครงการคลอง ร.1 นี้ ใช้เงินเต็มที่ไม่น่าจะเกิน 250 ล้านบาท แต่นี่กลับตั้งงบไว้สูงถึง460 ล้านบาท ซ้ำร้ายยังมีข่าวลือหนาหูว่า มีการใช้วิธีจัดจ้างแบบเจาะจงโดยอ้างความเร่งด่วนช่วงฤดูฝน และมีการหักเปอร์เซ็นต์ผลประโยชน์กันสูงถึง 30-35%
“ผมขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องชาวสงขลาเลยว่า โครงการนี้ผมจะเกาะติดและตามตรวจสอบอย่างถึงที่สุด”
เถ้าแก่หลี กล่าวถึงกรณีที่ อบจ.สงขลา มีแนวคิดจะพลิกโฉมศูนย์การเรียนรู้ (อควาเรียม) หอดูดาวและศูนย์ OTOP โดยการมอบสิทธิให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารจัดการ โดยอ้างเหตุผลเพื่อป้องกันการขาดทุนว่า การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการ “ปัดสวะให้พ้นตัว” เพราะหน้าที่ของรัฐคือ การบริหารเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน การทำโครงการเพื่อให้ตัวเองได้หน้า แต่ปฏิเสธการรับผิดชอบ
เมื่อเกิดความเสียหาย ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
นอกจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ภาคประชาชนยังโจมตีการจัดลำดับความสำคัญของงาน(Priority) โดยระบุว่า อบจ.สงขลา ละเลยงานที่“สำคัญมาก แต่เร่งด่วนน้อย” อย่างการบูรณาการแก้ปัญหาขยะร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่ หรือการขุดลอกคูคลองที่ถูกปล่อยปละละเลยมานานกว่า 6 เดือน
ในทางกลับกัน อบจ. กลับทุ่มงบประมาณไปกับงานที่ “สำคัญน้อย แต่เร่งด่วนน้อย” อย่างการจัดอีเวนต์ มหรสพ และการจ้างศิลปินมาแสดง ซึ่งนายเกรียงไกรมองว่า นี่คือพฤติกรรมทางการเมืองยุคเก่า ที่มุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์และความบันเทิงฉาบฉวย
ปลุกพลัง-เปิดไฟ…ให้ประชาชนได้รับรู้
โอกาสนี้ ตัวแทนภาคประชาชนได้ส่งสารปลุกพลังชาวสงขลาให้ร่วมกัน “เปิดไฟ” ฉายแสงไปที่ความมืดมิด เพื่อให้ความจริงปรากฏ และให้สังคมได้รับรู้ว่าใครคือ คนที่ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง และใครที่เข้ามาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์
พร้อมส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า นับจากนี้การบริหารงานของ อบจ.สงขลา ในเวลาที่เหลืออีก 2 ปีครึ่ง จะถูกจับตามองอย่างเข้มข้นในทุกโครงการสังคมจะไม่ยอมปล่อยผ่านความไม่โปร่งใสใดๆ และพร้อมเดินหน้าทวงคืนธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนสงขลาต่อไป
“ทนายอาร์ม”ลั่นคนติดคุกไม่ใช่เถ้าแก่หลี
สอดรับกับท่าที่ของ ทนายอาร์ม สุวรรณรักษาที่กล่าวถึงกรณีที่โอ๋กับเถ้าแก่หลีถูกแจ้งความบุกรุกโดยยืนยันในหลักกฎหมายว่าการกระทำดังกล่าว ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุก เนื่องจากในวันเกิดเหตุ การเข้าไปในพื้นที่นั้นผ่านพนักงานรักษาความปลอดภัยที่อยู่หน้าประตู ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้เข้า และแม้ภายในพื้นที่มีเจ้าหน้าที่ของ อบจ. ปฏิบัติงานอยู่ แต่กลับไม่มีผู้ใดทักท้วงหรือแจ้งห้ามเข้าพื้นที่ ซึ่งตามวิญญูชนย่อมแปลความได้ว่าเป็นการยินยอมให้ประชาชนเข้าไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น การลงพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาเพื่อลักทรัพย์หรือทำให้ทรัพย์สินราชการเสื่อมเสียแต่เป็นเพียงการเข้าไปตรวจสอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ แม้ทางผู้กล่าวหาจะอ้างว่ามีการบันทึกภาพวิดีโอที่เผยให้เห็น “ความลับ” ของ อบจ. แต่สิ่งที่ถูกตั้งคำถามกลับคือ ความลับที่อ้างถึงนั้นคืออะไร และสร้างความเสียหายต่อราชการจริงหรือไม่
“ประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจมากกว่าข้อหาบุกรุก คือผลลัพธ์จากการตรวจสอบของภาคประชาชนในวันนั้น กลายเป็นสารตั้งต้นให้หน่วยงานตรวจสอบของรัฐ ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดสงขลา และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ภาค 15 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบซ้ำเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา”
ทนายอาร์ม กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบพบข้อสังเกตในการใช้งบประมาณเกือบ 30 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อเรือและเครื่องจักร โดยพบว่าเรือถูกจอดทิ้งไว้กลางแจ้ง เครื่องจักรถูกจัดเก็บในลักษณะที่ผิดรูปแบบ และที่น่ากังวลที่สุดคือ อบจ. ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ว่าจะจัดหาบุคลากรจากที่ใดมาควบคุมเรือกว่า 70 ลำนี้ ซึ่งหากเกิดอุทกภัยขึ้นในจังหวัดสงขลา เรือเหล่านี้อาจไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริงเนื่องจากขาดผู้เชี่ยวชาญในการขับขี่
“การลงพื้นที่ของพี่หลีคือ การปฏิบัติหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 50 ซึ่งการมีส่วนร่วมตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ถือเป็นหน้าที่ ไม่ใช่เพียงทางเลือก ทว่าผลตอบแทนของการทำหน้าที่ปกป้องงบประมาณแผ่นดิน คือการที่ชายวัย 71 ปี ต้องมาพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาทางอาญาเป็นครั้งแรกในชีวิต” ทนายอาร์ม กล่าว และว่า
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งที่น่าหดหู่ของการเมืองท้องถิ่น ในยามหาเสียงขอโอกาส นักการเมืองพร้อมจะกราบไหว้ประชาชนถึงหน้าบ้าน แต่เมื่อเข้าสู่อำนาจและถูกภาคประชาชนตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการพื้นฐาน กลับตอบโต้ด้วยหมายศาลและการดำเนินคดีอาญา
แม้จะต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมแต่พี่หลียังคงยืนหยัดว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้น “คุ้มค่า”เพราะถือเป็นการทำประโยชน์ทิ้งไว้ให้สังคม ในฐานะทนายความ ตนได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ภาคประชาชนจะไม่หยุดการตรวจสอบเพียงเท่านี้
“คดีนี้ต้องมีคนติดคุก แต่ขอยืนยันว่าคนๆ นั้นไม่ใช่พี่หลีอย่างแน่นอน” ทนายอาร์ม กล่าว


