“ผู้ว่าฯสมนึก“ถอย!โพงพางหัวเขาเลิกชุมนุม-ตร.ส่งกลับ

ลงเว็บ 22

ประชุมมเครียด 1 ชม. ผู้ว่าฯสงขลา ข้อสรุปเบื้องต้น จังหวัดสงขลาชะลอจับโพงพาง พร้อมกับเร่งหาทางออกให้ชาวบ้าน

วันนี้ (27 พฤษภาคม 2567) เวลา 11.00 น.ภายหลังตำรวจ สภ.สิงหนคร เข้าเจรจา กับผู้ชุมนุม พร้อมกับ นำ 20 แกนนำ ซึ่งนำโดย “นายยาฉ่ะ นพก่ะ” เข้าพบ นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่ศาลากลางจังหวัด ด้วยรถตู้ตำรวจ

การประชุมซึ่งเริ่มประมาณ10.00 น.ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง

โดยผลการเจรจาระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้่านการจับโพงพางในทะเลสาบสงขลา จากตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร เบื้องต้นสรุปได้ิดังนี้

  1. ทั้งสองฝ่ายยินยอม “ถอยคนละก้าว” โดยให้ชะลอการรื้อถอนหรือการจับกุมผู้ทำโพงพาง,
  2. นัดประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับกลุ่มผู้ทำโพงพาง เพื่อหาทางออกร่วมกัน และ
  3. กลุ่มผู้ชุมนุมยิมยอมยุติการชุมนุม โดยจะทำการรื้อเต็นท์และสิ่งกีดขวางทั้งหมดบริเวณที่ชุมนุม ให้แล้วเสร็จภายในวันนี้

ข้อสรุปดังกล่าวได้สร้างความพึงพอใจให้กับชาวตำบลหัวเขา จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนกลุ่มแกนนำที่เข้าร่วมประชุม ก็เดินทางกลับโดยรถยนต์ของ สภ.สิงหนคร และยุติการชุมนุมบริเวณท่าแพทันที

ทั้งนี้ หลังการประชุม “เพจจังหวัดสงขลา” นำเสนอข่าวการประชุมดังกล่าใสั้น ๆ พร้อมภาพบรรยากาศว่า

“แกนนำกลุ่มชาวประมงบ้านหัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา ยอมสลายการชุมนุมเปิดท่าแพขนานยนต์ พร้อมเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ยื่นข้อเสนอให้จังหวัดช่วยเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหา โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานรวบรวมข้อมูลเสนอ ครม. ขอมติให้ทะเลสาบสงขลาเป็นเขตพื้นที่การประมงพิเศษ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน”

และเพจ “จังหวัดสงขลา 18 ชั่วโมง ยังนำเสนอว่า……

🚨ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เผยโพงพางทะเลสาบสงขลาเป็นปัญหาเรื้อรัง จังหวัดไม่เคยมีแนวคิดที่จะใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชน มุ่งเดินหน้าแก้ปัญหาเชิงนโยบายเป็นหลัก เน้นให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ทุกขั้นตอนต้องชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน…//
.

นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ประเด็นโพงพางทะเลสาบสงขลานั้น แม้ว่าจะครบกำหนดล่วงเลยระยะเวลาการผ่อนผันมาแล้ว แต่จังหวัดจะไม่สนธิกำลังเข้าไปรื้อถอนโพงพางแต่อย่างใด โดยมอบหมายให้ประมงจังหวัด และเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา ดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ยืนยันว่า จังหวัดไม่เคยมีแนวคิดที่จะใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชน

.
ปัญหาโพงพางทะเลสาบสงขลา เป็นปัญหาเรื้อรังยาวนาน ชาวบ้านในพื้นที่ติดตั้งขึ้นเพื่อใช้ดักจับสัตว์น้ำบริเวณร่องน้ำทะเลสาบสงขลา ตั้งแต่บริเวณหัวพญานาค จนถึงท่าเทียบเรือประมงใหม่ (ท่าสะอ้าน) ระยะทางความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร มีรายงานว่าปัจจุบัน เฉพาะร่องน้ำ มีโพงพางมากถึง 159 ช่อง ด้วยโพงพางมีลักษณะขนาดตาก้นถุงเล็ก จึงกลายเป็นเครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ไม่เลือกชนิดและขนาด ทำลายวงจรชีวิตของสัตว์น้ำและมูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่ไปอย่างน่าเสียดาย มีความผิดตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560 ตาม มาตรา 67 (1) ห้ามมิให้ผู้ใดใช้หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อใช้เครื่องมือโพงพาง โดยมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 146 ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 100,000 – 500,000 บาท หรือปรับจำนวน 5 เท่าของมูลค่า สัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
.

อีกปัญหาใหญ่ของโพงพางทะเลสาบสงขลา คือ กลายเป็นวัตถุกีดขวางทางสัญจรบริเวณปากร่องน้ำทะเลสาบสงขลา ส่งผลให้การใช้ร่องน้ำสำหรับเดินเรือในบริเวณดังกล่าวไม่ปลอดภัย เสี่ยงต่อการเฉียวชนอันตรายต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน กระทบกับผู้ประกอบการเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ และเรือประมงพาณิชย์ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา จึงมีประกาศที่ 2/2567 ลงวันที่ 16 มกราคม 2567 เรื่อง แนวเขตร่องน้ำเพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ เพื่อประโยชน์สาธารณะในการเดินเรือ ขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว เรือประมง

.
ที่ผ่านมา จังหวัดสงขลาได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายในทะเลสาบสงขลา ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยงานกรมประมง กรมเจ้าท่า ทัพเรือภาคที่ 2 ศรชล.ภาค 2 ศรชล.จังหวัดสงขลา ตำรวจน้ำ โดยได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้กับชาวประมงในพื้นที่ทะเลสาบสงขลามาโดยตลอด และได้ลงพื้นที่จัดการประชุมกลุ่มย่อย โดยมีนายอำเภอสิงหนครเป็นประธานการประชุม เพื่อให้ชาวประมงทราบและเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย โดยจากการประชุมหารือ ชาวประมงยืนยันที่จะขอเงินค่าชดเชยช่องละ 500,000 บาท รวมทั้งหมด 159 ช่อง ต้องใช้เงินรวมทั้งสิ้น 79,500,000 บาท ซึ่งในข้อเท็จจริงรัฐไม่มีงบประมาณในการดำเนินการ

.
ส่วนแผนการดำเนินการ คณะทำงานฯ ได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาไว้ 7 ข้อ ได้แก่ 1) ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ในพื้นที่ ผ่านทางชาวประมงโพงพาง และผู้นำทางศาสนา 2) การจัดทำแนวเขตพื้นที่ร่องน้ำ จัดทำแผนที่ร่องน้ำทะเลสาบสงขลา พร้อมทั้งระบุพิกัด จำนวนเครื่องมือประมงโพงพางที่กีดขวางร่องน้ำ 3) การสำรวจจัดทำทะเบียนเจ้าของเครื่องมือโพงพาง สำรวจจัดทำบัญชีรายชื่อของเจ้าของเครื่องมือประมงโพงพาง ในร่องน้ำเดินเรือ ตั้งแต่บริเวณหัวพญานาค จนถึงท่าเทียบเรือประมงสงขลา 2 (ท่าสะอ้าน) จำนวน 13 แถว 150 ช่อง 4) จัดทำเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ถึงรื้อถอนโพงพาง (แต่ชาวประมงโพงพางทั้งหมดไม่ให้ความร่วมมือ) 5) การรื้อถอนเครื่องมือโพงพาง ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ เนื่องจากชาวประมงไม่ให้ความร่วมมือ หากต้องการรื้อถอนชาวบ้านขอรับเงินเยียวยาจำนวนช่องละ 500,000 บาท 6) การดำเนินการตามกฎหมายตามความจำเป็น ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ และ 7) การควบคุมเฝ้าระวัง กำกับดูแล หลังจากที่มีการรื้อถอนโพงพาง ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยปัจจุบันได้ดำเนินการถึงขั้นตอนที่ 5 คือ การบังคับใช้กฎหมายโดยประกาศให้ชาวประมงรื้อถอนเครื่องมือโพงพาง แต่ได้มีการขอชะลอการรื้อถอนไปจนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2567 (ซึ่งได้ผ่านมาแล้ว)

.
อย่างไรก็ตาม จังหวัดสงขลาไม่เคยนิ่งเฉย พยายามดึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ล่าสุด นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้ทำหนังสือที่ สข.0017.1/10606 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอความกรุณากำชับหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ให้มีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด ซึ่งผลการปฏิบัติอาจกระทบต่อวิถีชีวิต การประกอบอาชีพประมงของประชาชน และขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณาช่องทางช่วยเหลือบรรเทาความเดือนร้อนของราษฎรตามสมควร อันจะทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน…//

ท้ายโพสต์ดังกล่าว มีผู้อ่านเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นมากกว่า 10 คน ซึ่งส่วนใหญ่เสนอให้ผู้ว่าฯ สงขลา บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง (ตามภาพประกอบ)

ขอบคุณภาพจาก Facebook :เพจจังหวัดสงขลา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *