3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. ที่ห้องสราญรมย์ โรงแรมนิวซีซัน สแควร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ จัดการแถลงภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ ไตรมาส 4 ปี 2568 พร้อมประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 เพื่อสะท้อนภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังอย่างพร้อมเพรียง
นายทัดลาภ เผ่าเหลืองทอง ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ในไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับตัวหดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากผลกระทบของสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวดยานยนต์และสินค้ากึ่งคงทน

ขณะเดียวกัน รายได้จากภาคการท่องเที่ยวลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย ประกอบกับรายได้เกษตรกรที่หดตัวจากราคายางพาราและปาล์มน้ำมันที่ปรับลดลง ส่งผลให้ภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางพาราแปรรูป ชะลอตัวตามไปด้วย
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจภาคใต้ตลอดปี 2568 ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากปีก่อนหน้า สอดคล้องกับกำลังซื้อที่อ่อนแรงจากรายได้ภาคเกษตรและภาคการท่องเที่ยวที่ลดลง รวมถึงผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงปลายปี ขณะที่การส่งออกขยายตัวช้าลง จากปัจจัยกดดันด้านการค้าโลก โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจภาคใต้ในปี 2569 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวจากปีก่อน โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่มีทิศทางปรับดีขึ้น ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มระยะสั้นที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศจีนและอินเดีย อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวกลุ่มระยะยาวจากยุโรปและรัสเซียมีแนวโน้มชะลอลง
ด้านภาคการค้า คาดว่าจะทรงตัว แม้จะได้รับแรงหนุนชั่วคราวจากการฟื้นฟูหลังอุทกภัย ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในหมวดยานยนต์และวัสดุซ่อมแซมก่อสร้างในช่วงครึ่งแรกของปี แต่กำลังซื้อโดยรวมยังคงอยู่ในระดับเปราะบาง

ขณะที่ภาคการผลิตและการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อย ตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว ส่งผลให้คำสั่งซื้อยางพาราแปรรูปลดลง ด้านรายได้เกษตรกรยังมีแนวโน้มหดตัว จากราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน และทุเรียนที่ปรับลดลง สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ นายทัดลาภ ยังได้ประชาสัมพันธ์โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเป็นมาตรการเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่มีหนี้เสียรวมทุกเจ้าหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ให้สามารถปิดภาระหนี้ได้เร็วขึ้น และมีโอกาสฟื้นฟูประวัติเครดิต โดยสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ผ่านเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย
พร้อมกันนี้ ยังได้แนะนำโครงการ “กลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost” เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ SMEs โดยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงิน
ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว นายทัดลาภ กล่าวถึงทิศทางค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม


