วชช.สงขลา ต่อยอดเสริมสร้างอาชีพให้ชุมชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมหนุนนำวัตถุดิบที่โดดเด่นในพื้นที่มาแปรรูปเพิ่มมูลค่า ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์วัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนไม่ให้สูญหาย
กิจกรรมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาและยกระดับทุนฐานดำรงชีพ 5 มิติ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่จังหวัดสงขลาอย่างยั่งยืน เพื่อจุดประกายความคิดให้กับกลุ่มสตรีบ้านทุ่งพอ เพิ่มมูลค่าให้กับข้าวเหนียวดำและสามารถพัฒนาให้เป็นอาชีพเสริม นำไปสู่การสร้างรายได้ในครัวเรือน
โดยเมื่อวันที่ 17-18 เมษายน 2568 คณะทำงานนำโดย อาจารย์ศจีมาศ พูลทรัพย์ ครูชำนาญการ ผู้รับผิดชอบโครงการ ดำเนินการจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การแปรรูปข้าวเหนียวดำเป็นขนม” ให้กลุ่มสตรีพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อย ณ หมู่ 3 บ้านทุ่งพอ ต.ทุ่งพอ อ.สะบ้าย้อย จำนวน 23 คน โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์รำพึง ปัตระวรรณ อาจารย์หลักสูตรสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ เป็นวิทยากรให้ความรู้กิจกรรมมีการบรรยาย เรื่อง “วัสดุ-อุปกรณ์ในการทำขนมไทย และสุขอนามัยที่ดีในการทำอาหาร -ขนม” การอบรมเชิงปฏิบัติการทำขนมกรอบเค็มข้าวเหนียวดำ วาฟเฟิลข้าวเหนียวดำ บ้าบิ่นจากข้าวเหนียวดำ และการคำนวณต้นทุน ผลผลิต และช่องทางการจำหน่ายขนมเพื่อสร้างอาชีพและรายได้
อาจารย์ศจีมาศ กล่าวว่า ของดีบ้านทุ่งพอคือข้าวเหนียวดำ ซึ่งปลูกเป็นข้าวเหนียวดำไร่ ในสวนยางที่เพิ่งโค่น มีอยู่จำนวนหนึ่งอาจไม่มากนัก แต่มีรสชาตดี หอมนุ่ม ทำให้เป็นที่ต้องการของลูกค้าจำนวนมากทางกลุ่มสตรีฯได้รวมตัวกันเพื่อให้เกิดมูลค่าที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่การทดลองประยุกต์ทำขนมทานเล่น และต่อยอดสู่การจำหน่ายที่มีความหลากหลายมากขึ้น

“ก่อนหน้านี้ เราได้ทำสบู่เหลวข้าวเหนียวดำ เจลล้างมือ ฯลฯ แต่ชาวบ้านเขาก็คิดกันขึ้นมาว่าน่าจะสามารถประยุกต์ทำเป็นอาหารทานเล่นอะไรได้อีกบ้าง เพราะคิดว่าน่าจะขายได้และมีตลาดที่ให้ความสนใจ เราจึงจัดการอบรมครั้งนี้ขึ้น ซึ่งจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่สร้างความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์จากข้าวเหนียวดำ” อาจารย์ศจีมาศ กล่าว และว่าการอบรมครั้งนี้ ยังเป็นการทดลองที่อาจยังต้องมีการปรับสูตรของขนมอีก เช่น เพิ่มการนำเนื้อสัตว์ เช่น ไก่หยอง ปลา ซึ่งมีอยู่ในชุมชน หรือวัตถุดิบอื่นๆ เข้ามาร่วม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค การพัฒนารูปแบบของขนม และรักษาสูตรและมาตรฐานของรสชาติให้เป็นที่ยอมรับต่อไป



“หลังจากนี้ เรายังต้องเข้าสู่กระบวนการทดลองตลาดอีกที ซึ่งทางกลุ่มมีการขายออนไลน์ผ่านเพจของกลุ่ม”อาจารย์ศจีมาศ กล่าวต่อว่า การปลูกข้าวเหนียวดำถือเป็นการหมุนเวียนการใช้พื้นที่ของชุมชน ซึ่งเป็นสวนยางเสียส่วนใหญ่ นิยมปลูกในช่วงฤดูฝนลักษณะเป็นข้าวเหนียวดำหว่าน จึงเป็นวัตถุดิบที่มีตามฤดูกาล และมีเกษตรกรไม่มากนักประมาณ 4-5 ราย ที่ยังมีการปลูกข้าวเหนียวดำกันอยู่ และมีเฉพาะในพื้นที่นี้ โดยผลผลิตจะมีการจองกันข้ามปี


“ข้าวเหนียวดำที่นี่ราคากิโลกรัมละ 70-90 บาท ปกติข้าวเหนียดำทั่วไปกิโลกรัมละ 50 กว่าบาทเท่านั้น ซึ่งเราคิดว่าน่าจะมีการส่งเสริมการอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวเหนียวดำ ซึ่งมีประมาณ 4-5 สายพันธุ์ของพื้นที่ในโอกาสต่อไปเหมือนกัน” อาจารย์ศจีมาศ กล่าว


