“ปิยภัทร โพธิภักดี” จากสื่ออาวุโสสู่ครูอาสา ปั้นเยาวชนเป็นนักข่าวชุมชน

IMG 4134

ผู้สื่อข่าวอาวุโสจังหวัดสงขลาคนหนึ่ง ที่เดินอยู่บนเส้นทางนี้ร่วม 30 ปี ล่าสุดเป็นผู้ดำเนินรายการ “แลบ้านแลเมือง” สถานีวิทยุ ม.อ.หาดใหญ่ ก่อนจะลาออกมาทำงานส่วนตัว แต่ก็ไม่พ้นที่ยังคอยช่วยเหลือสังคมอยู่เนือง ๆ กระทั่งมีความเคลื่อนไหวอีกครั้งเมื่อเขาอาสาเข้าเป็นครูสอนวิชาด้านสื่อสารมวลชนให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษา บทบาทความเป็นครูที่เขาถ่ายทอดให้กับเด็กๆ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมา “ปิยภัทร โพธิภักดี” เริ่มต้นอย่างไร

“เมื่อปีที่แล้วผมได้รับคำเชิญจาก ผอ.ธณกร นพสุวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเจริญราษฎร์ ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ ให้ผมเข้าเป็นคณะกรรมการสถานศึกษา จากวันนั้นก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับทางโรงเรียนมาตลอด กระทั่งวันหนึ่งผมมีความคิดวาบเข้ามาในหัวว่า ตัวเราก็พอมีความรู้ ความสามารถในทางสื่อสารมวลชนตามที่ได้ร่ำเรียนมาและจากการทำงานด้านข่าวมาพอสมควร เราจะทำประโยชน์อะไรให้กับโรงเรียนได้บ้าง จึงปรึกษากับ ผอ.”

ด้วยความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียน ตรงกันกับสิ่งที่ทางโรงเรียนมองเห็นว่าเป็นประโยชน์และสามารถดำเนินการได้ กระทั่งเมื่อถึงวันเปิดภาคเรียนที่เพิ่งผ่านมา ทางโรงเรียนได้วางกรอบการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ โดยจัดตั้งเป็น “ชุมชนนักข่าวเยาวชน” ขึ้น และเปิดโอกาสให้ “ปิยภัทร” เข้าสอนตามเจตนารมณ์

“โรงเรียนประถมฯ เขาจะมีชุมนุม ก็เหมือนกับ “ชมรม” ของผมนี้ทางโรงเรียนจัดเวลาให้สอนสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงซึ่งพอเหมาะพอควรสำหรับนักเรียนวัยนี้ ไม่ทำให้เด็กรู้สึกหนักหรือเหน็ดเหนื่อยเกินไป ชุมนุมดังกล่าวนี้เป็นการเปิดให้เด็กที่มีความชอบ หรือพอจะเข้าใจในคำว่า “นักข่าว” ได้เข้าร่วม ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ป.4 ป.5 และ ป.6 คละกัน”

คำว่าสื่อในยุคนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่ามีอยู่ดาษดื่น จนมีการปรามาสว่า “สื่อใครๆ ก็เป็นได้”  ความคิดของครูอาสาคนนี้ ที่มองวลีนี้อย่างไร 

“ผมแยกออกจากกัน ระหว่างคำว่าสื่อ กับคำว่านักข่าว แค่มีโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งก็เป็นสื่อได้ อันนี้ไม่แปลกเพราะความหมายของคำว่าสื่อมันกว้าง แค่เราถ่ายรูปโพสต์ลงเฟซบุ๊ก เราก็เป็นสื่อแล้ว แต่สิ่งที่ผมจะถ่ายทอดให้กับเด็กอายุ 10-12 ปีนั้น ผมต้องการให้เขาเข้าใจมากกว่านั้น โดยเริ่มต้นให้เขารู้ว่า “สื่อมวลชน “ “สื่อ” และ “นักข่าว” นั้นเป็นอย่างไร หากใครจะเป็นนักข่าว เขาจะต้องทุ่มเท ใส่ใจและมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย”

ปิยภัทรฯ เผยว่า ด้วยเป้าหมายหลักที่สำคัญคือ ถ่ายทอดเนื้อหาวิชาชีพของตน ให้เด็กเข้าใจและปฏิบัติได้ในระดับหนึ่ง โดยเน้นให้เขารู้จักบทบาทหน้าที่ ความมีวินัย มีจรรยาบรรณ ซึ่งจรรยาบรรณเป็นสิ่งสำคัญที่นักข่าวควรมี

“นักข่าวหรือผู้สื่อข่าว ควรมีจรรยาบรรณ ก็จะค่อยๆ ให้เขาซึมซับ เรียนรู้จากภาคปฏิบัติ วันใดวันหนึ่งข้างหน้าเด็กเหล่านี้อาจจะเป็นนักข่าวจริงๆ และเขาจะเป็นนักข่าวที่ดี ผมปลูกฝังไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลย ต่างกับผมหรือนักข่าวทั่วไปที่เราจะได้เรียนรู้วิชาสื่อสารมวลชนก็ต่อเมื่อไปถึงระดับอุดมศึกษาแล้ว ผมจึงคิดว่าหากได้มาสอนเด็กๆ ชั้นประถม เมื่อเขาไปต่อมัยธมต้น มัธยมปลาย เขาจะมีโอกาสได้เข้าร่วมกับชมรมที่มีลักษณะคล้ายๆ กันของโรงเรียนนั้นๆ ได้ง่ายขึ้นหรือเมื่อเขาเข้ามหาวิทยาลัย เขาจะตัดสินใจได้ว่าเขาชอบเส้นทางไหน ให้เขาเรียนรู้เสียตั้งแต่ตอนนี้เลย”  

IMG 4127

ในการถ่ายทอดวิชาสื่อครูอาสาคนนี้ใช้วิธีสอนจากง่ายไปหายากและใช้ความรู้สึกเป็นพี่ เป็นน้า เป็นลุง เพื่อให้เด็กๆเกิดความสนิทสนม และสนใจที่จะเรียน โดยมีเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรก

“ผมเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนนี้ จบ ป.6 รุ่นที่ 1 ทุกวันนี้ก็อาศัยอยู่ในชุมชน เป็นที่รู้จักมักคุ้นกันอยู่แล้วกับผู้ปกครองและครอบครัวของเด็กๆ ให้เขามองว่าผมเป็นลุงก็น่ารักดี  ในวันแรกที่ไปสอน ผมใช้วิธีสร้างแรงจูงใจก่อน โดยเล่าประสบการณ์ของตนเองให้เด็กๆ ฟังพอสังเขป มีฉากตื่นเต้นบ้าง เพื่อให้เด็กรู้ว่านักข่าวมันต้องลุย จากนั้นก็ดูว่าเด็กๆมีปฏิกิริยาอย่างไร ปรากฏว่าเด็กให้ความสนใจ เมื่อถามว่าใครอยากเป็นนักข่าวบ้าง เด็กยกมือกันพรึบ ผมว่าใช้เวลาสักเดือนสองเดือน จะเห็นได้ชัดเจนขึ้น หากสอนไปสัก 1 ปี มั่นใจว่าเด็กๆ เหล่านี้จะเป็นผู้สื่อข่าวรุ่นเยาว์ได้”

“ตั้งใจว่านักเรียนของผมนี้ จะเป็นผู้สื่อข่าว เป็นนักข่าวที่ทำหน้าที่นำเสนอเรื่องราว กิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนได้ และยิ่งกว่านั้นผมหวังว่าจะให้เขาเป็นนักข่าวชุมชน นำเสนอข่าวสาร ที่เป็นเรื่องราวของท้องถิ่นตนเอง ประเพณี วัฒนธรรมการละเล่น และอื่นๆ  ยิ่งเขาได้ศึกษา เรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยผ่านกระบวนการมองแบบนักข่าว นำมาเขียนเป็นเรียงความเผยแพร่สู่สาธารณะ พวกเขาก็จะรักชุมชน รักท้องถิ่น รักบ้านรักเมืองมากยิ่งขึ้น ผมหวังไว้เพียงเท่านี้” ปิยภัทรฯ กล่าวและทิ้งท้ายว่า 

“ ผมมองว่าใครก็ตามที่มีความสามารถไม่ว่าด้านหนึ่งด้านใด ลองหันกลับไปมองจุดเริ่มต้นของเรา อย่างที่ผมมองกลับไปที่โรงเรียนเมื่อวัยเด็ก  และเมื่อมีโอกาสเรากลับไปตอบแทนคุณได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

สำนักข่าวโฟกัส

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *