โครงการชลประทานสงขลาเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาผนังกั้นคลองระบายน้ำ ร.1 ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2568 ระดมเครื่องจักรขนาดใหญ่และกำลังคนเข้าพื้นที่ ตอกแผ่นเหล็กชีตไพล์ (Sheet Pile) ราว 5,000 แผ่น ตลอดแนวพื้นที่เสี่ยงกว่า 2 กิโลเมตร พร้อมเสริมความแข็งแรงของคันคลอง ตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามอบหมายนายอำเภอติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนรับทราบและเกิดความมั่นใจ
วันนี้ (21 สิงหาคม 2569) เวลา 09.30 น. ที่หมู่ที่ 2 ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าการซ่อมแซมผนังกั้นคลอง ร.1 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุอุทกภัยเมื่อปลายปี 2568 โดยภายหลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน เร่งดำเนินการซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงของแนวคลองให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
ล่าสุด โครงการชลประทานสงขลาได้ลงนามสัญญากับผู้รับจ้างเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 และส่งมอบพื้นที่ให้เข้าดำเนินการ ก่อนที่ผู้รับจ้างจะนำเครื่องมือ เครื่องจักร วัสดุ และแรงงานเข้าพื้นที่ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 และเริ่มดำเนินงานทันที
นายสุรศักดิ์ ทองปนแก้ว หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา ในฐานะนายช่างผู้ควบคุมงาน เปิดเผยว่า โครงการชลประทานสงขลาได้เร่งรัดผู้รับจ้างให้เข้าดำเนินการซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงคลองระบายน้ำ ร.1 ภายใต้งบประมาณกว่า 380 ล้านบาท โดยกำหนดเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน เพื่อให้โครงสร้างสามารถรองรับและบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนเข้าสู่ช่วงที่มีความเสี่ยงต่อสถานการณ์อุทกภัย
สำหรับแผนการดำเนินงาน จะเน้นซ่อมแซมผนังคอนกรีตที่ชำรุด โดยรื้อถอนส่วนที่เสียหายและเทคอนกรีตใหม่ พร้อมตอกแผ่นเหล็กชีตไพล์ประมาณ 5,000 แผ่น ในพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร เพื่อเสริมความมั่นคงของคันดินและป้องกันการกัดเซาะ ส่วนการปรับปรุงผิวจราจรลาดยางจะดำเนินการในช่วงเก็บรายละเอียด หลังโครงสร้างหลักแล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานมีข้อจำกัดด้านเทคนิค เนื่องจากต้องขุดเปิดหน้าดินอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อโครงสร้างเดิมของคลอง ขณะนี้ผู้รับจ้างได้นำเครื่องจักรและวัสดุชีตไพล์เข้าพื้นที่แล้วประมาณ 50% พร้อมรถแบ็กโฮ 6 คัน สำหรับขุดเปิดคันดินริมคลอง ร.1 ในพื้นที่ดำเนินการ และรถไวโบ (Vibro Hammer) หรือเครื่องตอกชีตไพล์ระบบสั่นสะเทือนอีกกว่า 6 คัน เพื่อเร่งรัดงานให้เป็นไปตามแผน
นอกจากการซ่อมแซมคลอง ร.1 แล้ว โครงการชลประทานสงขลายังเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยเร่งขุดลอกคลองระบายน้ำสายสำคัญอีก 8 สาย อาทิ คลอง ร.3–ร.6 ปากคลอง ร.1 ก่อนเข้าสู่เมืองสงขลา รวมถึงบริเวณต้นคลอง ร.1 จุดเชื่อมต่อคลองอู่ตะเภา และการเตรียมความพร้อมประตูระบายน้ำย่อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและระบายน้ำในช่วงฤดูฝน
นายชัยรัตน์ สุขสมคิด นายอำเภอบางกล่ำ กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมา พื้นที่อำเภอบางกล่ำได้รับความเสียหายหลายจุด ส่งผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวคลองเกิดความกังวลเป็นอย่างมาก การได้รับการสนับสนุนงบกลางจากรัฐบาลเพื่อให้กรมชลประทานเร่งซ่อมแซม จึงถือเป็นมาตรการสำคัญในการแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน
ทั้งนี้ นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้มอบหมายให้นายอำเภอบางกล่ำลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้มีการสื่อสารข้อมูลการดำเนินงานกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 อำเภอบางกล่ำได้ประชุมชี้แจงกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จำนวน 36 หมู่บ้าน ใน 4 ตำบลตลอดแนวคลอง ร.1 เพื่อให้ผู้นำท้องที่นำข้อมูลไปสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่
นายอำเภอบางกล่ำกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นที่ติดตามในวันนี้ พบว่าการดำเนินงานมีความพร้อมทั้งด้านกำลังคน เครื่องจักรขนาดใหญ่ วัสดุอุปกรณ์ และการควบคุมงานของเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ทำให้มั่นใจว่าโครงการจะสามารถเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย และช่วยเสริมความแข็งแรงของแนวคลอง ลดความเสี่ยงจากน้ำกัดเซาะและน้ำไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนได้ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูน้ำหลากปลายปี
ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ทองแกมแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ กล่าวว่า หลังเห็นเครื่องจักรและอุปกรณ์ขนาดใหญ่เข้าพื้นที่และเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง ทำให้ชาวบ้านรู้สึกคลายความกังวลและมีความมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นจุดสำคัญในพื้นที่ปลายน้ำ หากสามารถซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงของแนวคลองได้สำเร็จ จะช่วยลดความเสี่ยงที่น้ำจะไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชนในพื้นที่ตอนใต้ของอำเภอบางกล่ำ
พร้อมขอบคุณรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เร่งลงพื้นที่และจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหา โดยเห็นว่าการเร่งซ่อมแซมก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดความกังวลให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ตลอดแนวคลอง ร.1 ได้เป็นอย่างมาก









