เรือประมงพาณิชย์สงขลา 120 ลำเข้าโครงการรื้อทิ้ง อีก 3 ลำแปรสภาพไปทำอาชีพอื่น เผยรับเงินชดเชยรวมกว่า 200 ล้าน สร้างโอกาสทำธุรกิจใหม่ ขณะที่ชายฝั่งจากแหล่งพระรามถึงประมงใหม่ ได้โอกาสปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม
นายเจริญ โอมณี ประมงจังหวัดสงขลา กล่าวว่า หลังจากมติ ครม. จ่ายเงินให้เรือประมง 923 ลำ ที่ประสงค์จะเลิกอาชีพการทำประมง ในส่วนจังหวัดสงขลา กรมประมงได้ประกาศรายชื่อเรือประมงที่ผ่านการพิจารณาทั้งหมด หลังจากนั้น ประมงจังหวัดสงขลาได้เริ่มนับหนึ่งทันที โดยทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบการ ขั้นแรกได้แจ้งให้ผู้ประกอบการรับทราบถึงขั้นตอนการดำเนินการต่าง ๆ จากนั้น จะตรวจสอบทั้งเอกสารและเรือ แล้วจะส่งเรื่องไปยังกรมประมง ถ้าอนุมัติจะได้เงินส่วนแรก 50% จากนั้น เป็นขั้นตอนของการทำลายเรือ หลักการหลักจะต้องไม่กระทบสิ่งแวดล้อม โดยมีระเบียบและข้อบังคับของกรมเจ้าท่ากำกับอย่างชัดเจน“วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ เพื่อนำเรือออกนอกระบบ เพื่อให้ทรัพยากรกับจำนวนเรือมีความสมดุลย์กัน แต่โครงการยืดเยื้อค่อนข้างนาน คาดว่าจะในภาพรวมค่อนข้างดีขึ้น สามารถฟื้นฟูทรัพยากรในระยะยาวได้ดีขึ้น และมีผู้ประกอบการยื่นอุทธรณ์อีกประมาณ 50 ลำ” นายเจริญ กล่าว


และว่าจากที่เห็นเรือประมงจอดเรียงราย ริมทะเลสาบสงขลา หลังจาก 120 วัน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์จะสวยขึ้น และมีโครงการที่จะปรับปรุงพื้นที่จุดบริการนักท่องเที่ยว สามารถใช้พื้นที่ เป็นประโยชน์อีกด้วยกฎหมาย และระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาของชาวประมง ทางกรมประมงยอมรับว่ากติกาที่กำหนดขึ้น ซึ่งช่วงแรกที่ติดขัดเรื่องกฏระเบียบต่าง ๆ เนื่องจากผู้ประกอบการไม่เคยชิน ขณะนี้โดยภาพรวมได้ทำการประมงปกติ ไม่มีปัญหาใดๆ
ขณะที่ ดร.สุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมงจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาเรือประมง ในส่วนจังหวัดสงขลา มีผู้ประกอบการที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ 123 ลำแบ่งเป็น กลุ่มแยกชิ้นส่วนหรือทำลายเรือ 120 ลำ และกลุ่มที่นำไปใช้ประโยชน์อื่น หรือเปลี่ยนแปลงประเภท เช่น เรือบรรทุกสินค้าทั่วไป หรือเรือลากจูง 3 ลำ รวมวงเงินกว่า 200 ล้านบาท จากทั้งหมด 1,622,605,300 บาท โดยจำนวนเรือเข้าร่วมโครงการมากที่สุดเป็นที่จังหวัดระยอง และรองลงมาเป็นจังหวัดสงขลา


ขั้นตอนดำเนินการ ขณะนี้เริ่มทยอยให้มาทำแผนการทำลายเรือกับสำนักงานเจ้าท่า เพื่อความสะดวก ให้เจ้าของเรือสามารถเข้ามาที่สมาคมประมงสงขลาโดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำเรือที่เข้าร่วมโครงการ มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ส่วนมากจะเป็นเรือขนาด 35-50 ตันกรอส ขนาดใหญ่ที่สุดกว่า 100 ตันกรอส มี 2 ลำ จะใช้วิธีการทำลายที่อู่เรือ แต่ถ้าขนาด 10-20 ตันกรอส ก็แล้วแต่ความสมัครใจของเจ้าของเรือ ที่จะลดค่าใช้จ่ายได้ ในจำนวนทั้งหมดมีเรือที่ชำรุดผุพังไปแล้วประมาณ 10% ซึ่งมีอู่เรือศรีสงขลารองรับในการทำลาย ที่มีคาน 2 ร่อง สามารถทำลายได้วันละ 5 ลำ “ของผมเข้าร่วมโครงการ 2 ลำ ขนาด 65 ตันกรอส ค่าใช้จ่ายกว่าลำละ 1 แสนบาท ซึ่งค่อนข้างสูง เนื่องจากมีทั้งเหล็ก ถังน้ำมันที่ต้องไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ในดูแลของเจ้าท่าทั้งหมด คาดว่าจะใช้ดำเนินการภายใน 120 วัน หรือก่อน 30 กันยายน 2568” ดร.สุรเดช กล่าว
และว่าการที่เรือประมงลดลง โดยมีสมาชิก 100 กว่าราย ซึ่งทำประมงในน่านน้ำไทยทั้งหมด จากที่พูดคุยสมาชิกการได้รับเงินครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะขายเรือไม่หมด บางส่วนยังคงประกอบอาชีพประมง บางคนหันไปทำอาชีพต่อเนื่องเกี่ยวกับประมง เช่น การรับซื้อปลา นำเข้าปลา หรือการแปรรูปอาหารแห้ง และบางคนก็เปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น สำหรับสมาคมประมงสงขลา ยังคงดำเนินการอยู่ เพราะประมงพื้นบ้านก็ยังอยู่ในการดูแลของสมาคม และสมาชิกที่เหลือก็ยังพึ่งพาสมาคม จากเดิมที่เรือประมงมีมาก มีการเปิดกว้างในการทำธุรกิจกับประเทศเพื่อนบ้านได้ แต่เนื่องด้วยพรก. ประมงฉบับใหม่ไม่อนุญาตให้ประกอบกิจการทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก “ความสามารถของการแข่งขันเราถูกบั่นทอน ด้วยกฎหมาย แทนที่กฎหมายจะส่งเสริมให้เรา ประกอบอาชีพและดำเนินการหารายได้ด้วยตัวเอง แต่ถูกบั่นทอน เพราะความไม่รู้ของผู้ออกกฎหมาย ทำให้เราต้องดาวน์ไซด์ธุรกิจ และจากที่เราเป็นผู้ส่งออกสัตว์น้ำ กลับกลายมาเป็นผู้นำเข้าสัตว์น้ำเพื่อบริโภค ทำให้ธุรกิจภาคประมง อุตสาหกรรมประมงของเราอ่อนแอ “จากที่เห็นจีดีพีของประมง 2 แสนกว่าล้านบาท นั่นไม่ใช่ตัวชี้วัด วัตถุดิบที่นำเข้ามาแปรรูป และส่งออก เราได้แต่การจ้างแรงงาน”


ซึ่งจะได้ประโยชน์กับผู้ค้ารายใหญ่ แต่ผู้ประกอบการประมงไม่ได้อะไรเลย คนที่เขียนกฎหมายฉบับนี้ไม่มีมุมมองทางด้านธุรกิจที่ส่งเสริมให้เกิดความสามารถทางด้านการแข่งขัน ทำให้เราอยู่ในจุดนี้อย่างประเทศเวียดนามหรือพม่า ส่งสินค้า ให้ประเทศไทย 90% ที่เราบริโภค อาหารทะเลตามร้านอาหาร ของสดของหน่อย และอุตสาหกรรม แปรรูปสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก 90% มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีวัตถุดิบภายในประเทศที่สามารถส่งให้ได้ ดร.สุรเดช กล่าวต่อว่า ภาวะธุรกิจประมงน่าจะลดลงอีก 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับทิศทางขอกฎหมายว่าจะออกมาในรูปแบบไหน และอาจจะต้องชะลอการลงทุนเพราะความไม่มั่นใจในแง่ของการเมืองต่าง ๆ ด้วย


