“นายหัวไทร” นายเฉลียว คงตุก อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก วิเคราะห์การเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลาขณะเข้าสู่โค้งสุดท้าย (25 มกราคม 2568) ก่อนการเลือกตั้งในวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ว่า ถ้าเป็นมวยก็ยกท้าย ๆแล้วสำหรับศึกชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.สงขลา ที่มีคนหาญกล้าลงชิงมากถึง 9 คน ที่ถือเป็นประวัติการณ์ที่มีผู้สมัครมากถึงขนาดนี้

เกมเดินมาถึงยกสุดท้ายแล้วสำหรับศึกชิงนายกอบจ.สงขลา ที่เริ่มเห็นเค้าเห็นลางว่า ใครจะเดินเข้าสู่ชัยชนะ ใครจะตกสวรรค์บ้าง
#นายหัวไทร ที่เฝ้าติดตามข้อมูลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนสมัครรับเลือกตั้ง หลังสมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งเดินทางลงพื้นที่เก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ก็พอประเมินออกว่า ใครจะเข้าวิน
วินาทีนี้ ฟันธงได้เลยครับว่า “นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม” อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เด็กบ้านปะโอ อ.สิงหนคร น่าจะได้รับความไว้วางใจจากชาวสงขลาให้เป็นนายกอบจ.สงขลาคนต่อไป ต่อจาก “ไพเจน มากสุวรรณ์” ที่ตัดสินใจไม่ไปต่อ
ไม่ใช่นั่งชี้ นอนชี้ แต่มีเหตุผลในการฟันธง ประการแรก คือ ความพร้อมของนายสุพิศเอง รวมถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่มึสูงมากในการเปลี่ยนแปลงเมืองสงขลาบ้านเกิด ยอมเสียสละหน้าที่ราชการในตำแหน่งอธิบดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไต่เต้าจาก ซี 1 จนได้ ซี 10 กับอายุราชการที่ยังมีอยู่ แต่สุพิศ ก้าวกระโดดออกมาเสี่ยงลงชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.สงขลา
ประการต่อมา นายสุพิศมีความพร้อมด้านทุนทรัพย์ ที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่รับช่วงและพัฒนาต่อมาจากพ่อ ได้ทำงานรับเหมาใหญ่ ๆ หลายงาน ทั้งงานในกรมชลประทาน และงานอื่นๆ จนถือว่าเป็น “คนร่ำรวย” คนหนึ่งของสงขลา
ประการที่สาม ด้วยหน้าที่การงาน และฐานะ ย่อมสร้างบารมีขึ้นมาได้ เป็นที่ยอมรับของแวดวงราชการ และธุรกิจ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับการมีบริวารแวดล้อม เครือข่ายมากมายที่พร้อมสนับสนุนผลักดัน
กรณีนี้ มาจากบทบาทในสังคมอันหลากหลากหลายในอดีต ที่มีบทบาทหลายด้าน และทำมาต่อเนื่อง ที่เด่นชัดคือด้านการศึกษา ศาสนา และกีฬา ซึ่งเฉพาะการกีฬานั้น เป็นผู้นำขับเคลื่อนกองทุนกีฬา รองรับการเป็นเจ้าภาพชีเกมส์ครั้งที่ 33 ปลายปี 2568 ที่ใส่เสื้อสีฟ้าทุกวันพุธกันทั้งจังหวัด และมาเปรี้ยงปร้างที่การเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพ ครั้งที่ 50 ซึ่งประเทศไทยได้แชมป์ สร้างชื่อให้จังหวัดสงขลา และสร้างความสุขให้คนไทยทั้งชาติ
ประการที่สี่ ต้องยอมรับความจริงว่า นายสุพิศลงสมัครได้รับการสนับสนุนด้วยดีจาก “นายกฯชาย“ นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ /รมช.สาธารณะสุข แม้จะอยู่ห่างๆสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่เป็นการห่างในเชิงยุทธวิธี เช่นเดียวกับ “พี่จ่า-นิพนธ์ บุญญามณี” อดีต รมช.มหาดไทย /อดีตนายกฯอบจ.สงขลา ที่รักษาระยะห่าง แต่การเมือง ”มันกรี๊งกร้างกันได้“ ทั้งยีงมีสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ออกหน้าในพื้นที่อยู่แล้ว
อีกทั้ง ยังได้ สส.ศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2 พรรครวมพลังสร้างชาติ สนับสนามผ่านผู้สมัคร ส.อบจ.เขต 2-3 อำเภอหาดใหญ่ด้วย
ประการที่ห้า นโยบายบางอย่างถือว่าโดดเด่นในการสร้างเมือง เช่น ถนน อบจ.ต้องไม่เป็นหลุมเป็นบ่อแม้แต่หลุมเดียว และต้องชื่นชมในการหยิบนโยบายบางเรื่องของนายกฯไพเจนมาทำต่อ สานต่อ เมื่อเห็นว่าเป็นนโยบายที่ดี เช่นพลิกนาร้าง เป็นสวนปาล์ม เป็นต้น
แม้อาจจะขัดใจอยู่บ้างในช่วงแรกสำหรับการใช้สื่อโซเชี่ยลหาเสียงเข้าถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เข้าใจว่าเป็นช่วงการปรับตัว แต่ช่วงหลังใช้สื่อมากขึ้น กระแสดีขึ้น


สำหรับผู้สมัครคนอื่นๆ ผมเชื่อตามนิด้าโพลล์ โดยผลการสำรวจพบว่า ชาวสงขลา 26.36% เชื่อว่านายสุพิศ พิทักษ์ธรรม จากกลุ่มสงขลาพลังใหม่น่าจะมีโอกาสได้รับเลือก ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าทุกคน
ตามด้วย นายนิรันดร์ จินดานาค จากพรรคประชาชน 16.44% ซึ่งห่างจากนายสุพิศถึง 10% นายประสงค์ บริรักษ์ (นายกแบน) จากทีมสงขลาเข้มแข็ง ที่ได้ 14.13%ส่วนคนอื่นๆคะแนนอยู่ที่ 1-5% เท่านั้น แต่ยังมีอึก 25.54% ที่ยังไม่ตัดใจว่าจะเลือกใคร
ถึงวันนี้ มีเวลาเหลือสำหรับการหาเสียงแค่ 6 วัน ก่อนจะมีการหย่อนบัตรลงคะแนนในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถ้าไม่มีอุบัติเหตุทางการเมือง “กินขนมเชื่อก่อนได้เลยว่า” นายสุพิศจะได้รับเลือกให้เป็นนายกฯอบจ.สงขลา เว้นเสียแต่ว่านายสุพิศจะสะดุดขาตัวเอง ซึ่งในทางการเมืองวันเดียวก็มีโอกาสพลิกได้
“ถ้าผิดพลาด กระแสจะไปเร็วมาก”
ในสถานการณ์เช่นนี้ นายสุพิศต้องประคองตัวให้ได้ รักษาระดับเอาไว้ และสร้างกระแสดีดตัวเองให้พุ่งนำไว้เรื่อยๆจนถึงวันหย่อนบัตร ก็เรียก “นายกฯสุพิศ”ไว้ก่อนได้เลย
#นายหัวไทร
#นายกสุพิศ
#นายกฯอบจสงขลา
#สงขลาโฟกัส


