‘ดร.บูฆอรี’รีวิวเลือกตั้งเทศบาล แนะทาง“ตัดสินใจเลือก”นายก-สท.

IMG 3785

“รศ.ดร.บูฆอรี” สะท้อนมิติเชิงสังคม วัฒนธรรมต่อการเลือกตั้งเทศบาล หลายปัจจัยส่งผล รวมถึง“ซื้อเสียง” ชี้แนวทางเลือกนายก-สท.สร้างสมดุลการบริหารตามเจตนารมณ์ “เทศบาลเข้มแข็ง”

  รศ.ดร.บูฆอรี ยีหม๊ะ  คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา กล่าวถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ว่า โดยภาพรวมการเลือกตั้งเทศบาลในจังหวัดสงขลา ถ้าพิจารณาจากสถิติ 4 ปีที่แล้วจะพบว่า ในระดับเทศบาลนครกับเทศบาลเมือง ผู้สมัครนายกเทศมนตรี ได้มีการเปลี่ยนแปลง คนใหม่สามารถโค่นแชมป์เก่าได้ ทั้ง 2 แห่ง ส่วนครั้งนี้มีเพียงเทศบาลนครหาดใหญ่ที่เลือก

นายกเทศมนตรี ส่วนนครสงขลาเลือกเฉพาะสท.ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่มี 4 คน คือแชมป์เก่า พล.ต.ท. สาคร ทองมุณี ผู้สมัครหน้าใหม่ 1 คน “บ่าวพี”นายพีรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ กีรติกานต์ และมี “ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สมัครนายกเทศมนตรีมาก่อน แต่ก็ได้ลงสมัครนายก อบจ.สงขลา เป็นหน้าเก่าที่คลุกคลีการเมือง รวมถึง “ปลัดแป้น” นายณรงค์พร ณ พัทลุง ซึ่งครั้งที่แล้วได้อันดับ 2 พลาดตำแหน่งนายกฯ 

ครั้งที่แล้วหน้าใหม่โค่นแชมป์เก่าได้เทศบาลเมืองเกิน 50% ส่วนเทศบาลตำบลแชมป์เก่ายังรักษาเก้าอี้ได้มากกว่า ซึ่งเทศบาลตำบลจะมีลักษณะพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท มีความซับซ้อนทางสังคมค่อนข้างน้อย ชีวิตความเป็นอยู่ยังเป็นชนบทมากกว่า มีวัฒนธรรม ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ การจัดงานบุญงานกุศล ฉะนั้น เทศบาลตำบล ประชาชนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด เห็นหน้าคร่าตากันมากกว่าผู้สมัครที่มีเครือญาติเยอะ หรือมีความสัมพันธ์กับชุมชนในแง่กิจกรรมต่าง ๆ มีความได้เปรียบในทางการเมือง ซึ่งย่อมสัมพันธ์กับตำแหน่งก่อนหน้านี้ ก็ยังเป็นคนเดิมที่จะสามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้มากกว่าคนใหม่ที่จะเข้ามาในระดับเทศบาลตำบลทั้งยังพบว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้สมัครในระดับเทศบาลตำบลหลายแห่งไม่มีคู่แข่งหลายพื้นที่มีคนใหม่อาสาเข้ามาแข่งนายก แต่อีกหลายพื้นที่เป็นคนเก่าที่เคยแข่งขันกันมาก่อน กลับมาแข่งขันใหม่ ในภาพรวมในเทศบาลตำบลผู้ท้าชิงยังเป็นหน้าเก่า อาทิ เทศบาลตำบลบ้านนาหรือตำบลจะนะ ที่แข่งขันของผู้สมัครหน้าเดิม ๆ หลายท้องถิ่นที่ผู้สมัครหน้าใหม่ ๆ ยังไม่เสนอตัวเข้ามาสะท้อนอะไรบางอย่าง คนใหม่ไม่กล้าอาสาให้ประชาชนเลือก ด้วยหลายปัจจัยที่หลายคนพูดกันหนาหูว่า ปัจจัยสำคัญคือกระสุน ทำให้ผู้สมัครหน้าใหม่ที่มีเครือข่ายทางการเมืองหรือเครือญาติน้อย แต่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ที่ดี และมีการศึกษาสูง ไม่กล้าอาสาลงสมัครเพราะเหตุปัจจัยนี้ ยิ่งตอกย้ำกับการเลือกตั้งระดับชาติและการเลือกตั้งท้องถิ่นในระดับ อบจ.ที่ผ่านมาทั้งประเทศ รวมถึงการเลือกตั้งซ่อมที่นครศรีธรรมราช เป็นผลทำให้คนใหม่ ไม่กล้าอาสามาลงสมัครสัญญาณกระแสเปลี่ยนในระดับเทศบาลตำบล คาดว่าคนเก่ายังคงรักษาเก้าอี้ได้ ในแง่ของวัฒนธรรมความเป็นชนบทมากกว่าเมือง ในขณะที่เทศบาลนครและเทศบาลเมือง มีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าสัมพันธ์แบบสังคมชนบท ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ที่เพิ่มมากขึ้นของคนผ่านโซเชียลมีเดีย ความเป็นอิสระของผู้เลือก เป็นลักษณะเสรีชน ความสัมพันธ์กับผู้สมัคร ไม่ค่อยเห็นหน้ากัน ยกเว้นช่วงหาเสียงผู้สมัครทุกคน ทั้งนายกหรือสท.ล้วนใช้สื่อโซเชียลในการสื่อสารกับประชาชน เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้เข้าถึงผู้สมัครได้ แน่นอนว่าการสื่อสารเป็นเรื่องปกติที่เราจะสื่อภาพด้านบวก ทั้งตัวบุคคล และสื่อถึงนโยบายที่จะให้เกิดแรงจูงใจให้ประชาชนตัดสินใจเลือกทำให้สื่อโซเชียลมีเดียสร้างการรับรู้ถึงประชาชนได้มาก ในยุคดิจิทัลถือว่าเป็นข้อดีมากของตัวผู้สมัคร ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนที่ต้องใช้รถแห่ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น หรือสื่อโทรทัศน์ ถือเป็นปัจจัยที่มีผลอย่างหนึ่งของสื่อโซเชียล โดยเฉพาะเทศบาลเมืองหรือเทศบาลนคร ส่วนจะเป็นปัจจัยในการแพ้หรือชนะจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะผู้สมัครทุกคนล้วนใช้กัน รวมถึงการใช้สื่อโซเชียล สร้างภาพลบทำลายคู่ต่อสู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีในทางการเมืองการเลือกตั้งเทศบาลในอดีตฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภา มีการออกแบบให้ล้อกับระบบรัฐสภา หมายความว่า ฝ่ายบริหารคือนายกเทศมนตรี ต้องมาจากการยกมือโหวตของสมาชิกสภา แบบเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการโหวตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งการออกแบบในอดีตเพื่อให้ท้องถิ่นอย่างเทศบาล เป็นพื้นที่ สำหรับการสร้างการเรียนรู้ในระบอบประชาธิปไตยป็นพื้นที่ของคนไทย ปรากฏว่า ในระดับท้องถิ่น เทศบาลก็ลุ่ม ๆ ลอน ๆ หลายที่ นายกเทศมนตรียุบสภา ในขณะที่ฝ่ายสภาเปิดไม่ไว้วางใจนายกเทศมนตรี ฉะนั้น ทำให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ในหลายครั้ง อย่างเทศบาลเมืองบ้านพรุ ที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภา 

เป็นผลมาจากรูปแบบเดิมการบริหารงานเทศบาลหลังมีรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ทำให้เป็นจุดตั้งต้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการปกครองท้องถิ่นไทยขนานใหญ่ ออกแบบให้มีลักษณะเดียวกับการเมืองในระบบ ประธานาธิบดีหมายความว่าทั้งผู้บริหารคือ นายกเทศมนตรีและสมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน อีกทั้งรูปแบบเดิมมีปัญหาเรื่องการเล่นพรรคพวก ผู้ที่ออกแบบใหม่ต้องการให้ตรวจสอบและถ่วงดุลของสมาชิกสภาและฝ่ายบริหารอีกรูปแบบหนึ่ง นายกยุบสภาไม่ได้และสมาชิกสภาล้มนายกไม่ได้เช่นกันต้องการสร้างเสถียรภาพให้การเมืองท้องถิ่นเพื่อให้นายกและสมาชิกสภาอยู่ครบวาระ และไม่ได้มาด้วยกัน รวมถึงไม่ได้ห้ามให้ส่งสมาชิกสภาทีมเดียวกัน จนบางคนบ่นกันว่า สท.เข้ามาแล้วไม่รู้จะทำอะไร เพราะไม่มีบทบาทอะไร เพราะหน้าที่การบริหารพัฒนาเป็นของฝ่ายบริหารอยู่แล้ว

“ความจริงถ้าเราเข้าใจ สท.มีบทบาทเสมือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร คือการนำเสนอความเดือดร้อนของประชาชนให้ฝ่ายบริหารได้รับทราบ และเสนอร่างเทศบาลบัญญัติว่าควรแก้ปัญหาในด้านใด ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นไปตามบทบาทหน้าที่ของสท. เพราะเป็นผู้ออกกฎหมาย”แม้จะอยู่ทีมดียวกัน ก็สามารถเสนอแนะความเดือดร้อนของประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนเอง หรือทั้งเทศบาลได้ และเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งถ้าสังเกตพบว่าผู้สมัครนายกเทศมนตรีรายใหม่มีไม่มาก แต่สมาชิกสภารายใหม่จะค่อนข้างมาก โดยประชาชนจะให้ความสนใจ ผู้สมัครนายกมากกว่าสมาชิกสภา 

“ถ้าอยากเห็นบทบาทในแง่ของการตรวจสอบการถ่วงดุล การเสนอปัญหาในพื้นที่ แน่นอนว่าประชาชนต้องพิจารณาเลือกสมาชิกสภา ที่มีลักษณะเหมาะสมสำหรับการเป็นปากเสียงในฐานะสมาชิกสภา เลือกคนที่ลงพื้นที่มารับฟังปัญหาของชาวบ้าน”

สำหรับฝ่ายบริหาร คุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นจาก สมาชิกสภาฯคือ  การเป็นผู้บริหารเมือง ซึ่งต้องมีความรู้ ความสามารถในการบริหารงาน มีวิสัยทัศน์  มีนโยบายในการบริหารเมืองหรือเทศบาลของเรา ทิศทางควรจะเป็นอย่างไร “คนแบบไหนที่เหมาะสมเข้ามาบริหารเมือง

ของเรา ต้องพิจารณาจากภูมิหลังการทำงาน ประสบการณ์ในอดีต คุณวุฒิการศึกษาที่สัมพันธ์กัการบริหารจัดการตลอดจนเรื่องอื่น ๆ เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต หรือความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มไปในทิศทางไหน” ในหลายเทศบาล รวมถึงเทศบาลนครหาดใหญ่ สเปคบางอย่าง นำไปสู่การตั้งคำถามว่าเหมาะสมที่จะมาบริหารเมืองหรือไม่ ผู้สมัครทั้ง 4 คน ล้วนเป็นอดีตข้าราชการ จึงต้องพิจารณาว่าบุคคลเหล่านี้ เหมาะหรือไม่กับการบริหารเมืองเราต้องการมืออาชีพในการบริหารจัดการ

ดังนั้น เราต้องมาดูในส่วนของนโยบาย ที่เป็นรูปธรรม สามารถทำได้ และสอดคล้องกับความเป็นเมืองในปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน หรือสอดคล้องกับงบประมาณที่มีหรือไม่ ไม่ใช่แค่นโยบายขายฝัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *