สัมภาษณ์พิเศษรองเลขาธิการ ป.ป.ช.ภาค 9”ร่วมมือกันป้องกันทุจริต ตอบแทนบุณคุณแผ่นดิน“

ปกข่าวเพจมานะ 22

สำนักข่าวโฟกัส//สมชาย สามารถ

สงขลา- เป็นครั้งที่ 2 ที่าีการประชุมหารือข้อราชการในรูปแบบสภากาแฟยามเช้าของหน่วยงานภาคี คือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในพื้นที่ 7 หน่วยงาน เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569


ประกอบด้วย 1. สำนักงานป.ป.ช.ประจำจังหวัดสงขลา, 2. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 15, 3. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลา 4. สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคใต้, 5. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เขต 9, 6.ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), และ7.กองกำกับการ 6 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กก.6 บก.ปปป.) โดยการเชิญของ นายทวิชาติ นิลกาญจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 9


“ที่มาของการประชุมดังกล่าวว่า เริ่มจากมีหัวหน้าหน่วยที่เข้ามาใหม่ขององค์กรอิสระด้วยกัน ซึ่งมีการเปลี่ยนหัว ไม่ว่าจะเป็น ผอ.กกต.สงขลา หรือผอ.สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 15 ก็มาใหม่ จะได้มาทำความรู้จักกันตั้งแต่แรก และอยากจะร่วมมือกันทำงานในหลาย ๆ เรื่อง ไม่อยากให้เกิดความซ้ำซ้อน” นายทวิชาติ กล่าวถึงที่มาในการจัดประชุมกับ ”สงขลาโฟกัส“ และว่า


ครั้งแรกไปคุยกันที่สนง.กกต.สงขลา ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งคิดว่านอกจาก ป.ป.ช.และองค์กรอิสระด้วยกัน ก็ได้เชิญคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในพื้นที่ภาคใต้ ที่เขาอยู่ในพื้นที่เข้ามาด้วย


เขาเกี่ยวข้องในเรื่องของสิทธิที่ทำกิน สิทธิมนุษยชน การใช้แรงงานเด็ก เหล่านี้ จึงเชิญเขาเข้ามาด้วย แล้วก็เชิญสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เข้ามาด้วย แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นองค์กรอิสระ แต่เราก็ทำงานร่วมกันมาโดยตลอดในเรื่องการป้องกันและปรามปรามการทุจริตในภาครัฐ


อีกทั้ง ยังมีอีกหน่วยที่เพิ่มเข้ามาวันนี้คือ กองกำกับการ 6 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพราะว่าเราประสานงานกับเขาบ่อย เราเคยวางแผนจับคนที่รับสินบนอยู่เนือง ๆ


”ที่ผ่านมา บางรายอาจจะยังไม่สำเร็จ บางรายอาจจะสำเร็จ ก็จะช่วยเราในเรื่องการจับ เพราะว่าหน่วยงานป.ป.ช.ของเรา แม้จะมีอำนาจในการจับ แต่ว่าการฝึกมายังสู้ตำรวจไม่ได้ จึงต้องพึ่งพาเขา“


นอกจากนี้ ยังเชิญศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพิ่มเข้ามา เพราะเวลาที่เราไปไหนในพื้นที่ภาค 9 โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา พัทลุง บางทีบางเรื่องอาจจะมีผู้มีอิทธิพล


เพราะฉะนั้น การที่ลงไปจับมือกันหลาย ๆ หน่วย จะทำให้กระตุ้นเตือนหน่วยงาน เกิดเป็นพลัง เวลาไปพร้อม ๆ กันหลายหน่วย ซึ่งจะทำให้ผู้อิทธิพลเหล่านั้นแทนที่เขาจะสู้รบปรบมือกับหน่วยเดียว แต่เขาจะต้องสู้กับอีกหลาย ๆ หน่วยงาน จะต้องสู้กับ 7 หน่วยงานที่ลงไปในพื้นที่พร้อม ๆ กัน จะช่วยการทำงานในพื้นที่มีพลังและเกิดประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด


ประการต่อมา เวลาลงไปยังพื้นที่ เดียวบางเรื่องเกี่ยวข้องกับการทุจริต ถ้าระดับสูงกว่าผู้บริหารระดับสูง ทางป.ป.ช.ก็รับไม้ต่อมาทำ แต่ถ้าตรวจสอบแล้วผู้บริหารระดับไม่เกี่ยวเป็นแค่เจ้าหน้าที่ แค่ผอ.กองฯ ลงไปทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ก็รับไม้ต่อในการดำเนินการ แต่พอไปตรวจสอบแล้วเรื่องบางเรื่องมันไม่เกี่ยวกับการทุจริตแต่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชน ทางสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคใต้ท่านรับไป


หรือบางเรื่องไม่เป็นเรื่องการทุจริต แต่เป็นเรื่องของความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณแผ่นดิน ”ท่านสตง.รับไปหน่อยมั๊ย“
ส่วนกกต.ก็อยากได้ข้อมูลเชิงลับเรื่องที่มีการร้องเรียนเลือกตั้ง ยกตัวอย่าง การเลือกตั้งนายกอบต.ครั้งที่ผ่านมา มีการร้องเรียนการซื้อเสียงที่ไหนบ้าง สมมุติใน 100 อบต.มีเรื่องร้องเรียนที่กกต.ว่า อบต.นี้มีการซื้อเสียง 20 แห่ง ก็จะทำให้ป.ป.ซ.หรือ ปปท.หรือ สตง.ต้องเจาะจงในการตรวจสอบในจำนวน 20 แห่งนี้ก่อน ก็จะทำให้การทำงานได้ตรงจุดมากขึ้น


”นี่คือเจตนารมณ์ของการเชิญประชุมหารือ“


นายทวิชาติ กล่าวต่อว่า หลังจากที่มีการประชุมหารือ ว่ามีประเด็นหรือมีเบาะแสอะไรบ้างที่ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะกำหนดในการลงพื้นที่หรือสุ่มตรวจร่วมกันเชิงป้องปราบ โดยเฉพาะเลือกเรื่องสำคัญ ๆ เร่งด่วนก่อน


เมื่อลงพื้นที่สุ่มตรวจแล้วก็จะเป็นการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย เมื่อพบมีมูลหรือข้อมูลการกระทำความผิดตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วย ซึ่งจะทำให้เกิดพลังมากขึ้น


นอกจาก 7 หน่วยงานที่มีการเชิญประชุมหารือแล้วก็ได้เสนอในการประชุมครั้งนี้ด้วยว่า มีความตั้งใจที่จะเชิญผู้แทนสำนักงานอัยการคดีทุจริตภาค 9 และศาลอาญาคดีทุจริตภาค 9 มาร่วมด้วย ซึ่งอาจจะมีการประสานไปยัง 2 หน่วยนี้ในขั้นต่อไปที่จะทาบทามให้มาร่วมประชุมหารือกับหน่วยต่าง ๆ เข้ามาตั้งแต่การประชุมครั้งแรกและการประชุมในครั้งที่ 2


“การประชุมหารือข้อราชการแบบนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ แบบไม่เป็นทางการ ทำให้เห็นถึงความตั้งอกตั้งใจของหน่วยงานต่าง ๆ อยากทำให้สังคมให้พื้นที่ภาค 9 ให้สงขลาดีขึ้น เพื่อตอบแทนแผ่นดิน”


โดยไม่ต้องมีผลประโยชน์ทางตำแหน่งหน้าที่ แต่ทุกหน่วยงานต้องการทำให้สังคมดี จากการได้ที่รับฟังจากหน่วยงานต่าง ๆที่เข้าร่วมประชุมที่มีความตั้งใจสูงในการทำให้สังคมดีขึ้น มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน แต่ขอให้เก็บเป็นความลับสำหรับข้อมูลต่าง ๆ และเมื่อพร้อมก็จะลงมือปฏิบัติการพร้อมกันหลาย ๆ หน่วยงานในคราวเดียว


”อย่างน้อยเวลาผมเจองานเร่งรีบ ก็จะมีการประสานงานกันได้ทันทีระหว่างหน่วายงาน โดยที่ยังไม่ต้องรอหนังสือหรืองานธุรการใด ๆ ในการประสานงานก่อนที่ลงมือปฏิบัติการ ระดับเจ้าหน้าที่ซึ่งรู้จักกันแล้วประสานได้โดยตรง”


รวมไปถึงการแชร์ข้อมูลกัน ยกอย่างเช่น ทราบว่าหน่วยงานของท่านลงไปดูเรื่องนี้อยู่นะ ซึ่งผมก็ๆได้รับเรื่องเหมือนกันก็มาทำร่วมกันหรือมาแชร์ข้อมูลกันดีกว่าจะได้ไม่ซ้ำซ้อนกัน เพราะการทำสำนวนสามารถจะขอเอกสารหลักฐานที่เป็นทางการจากหน่วยหนึ่งมาอีกหน่วยหนึ่งใช้ก็ได้ โดยไม่ลงไปแสวงหาพยานหลักฐานใหม่ ก็จะทำให้คดีต่าง ๆ มีความรวดเร็วขึ้น


“บางเรื่องถ้า ป.ป.ช.ทำคนเดียว ปัญหานั้นก็ยังอยู่ไม่จบ แม้ว่าคนทำผิดจะถูกลงโทษ แต่ปัญหาก็ยังอยู่ ฉะนั้น จะทำอย่างไรให้ปัญหามันจบ ที่ผ่านมาเราก็เห็นอยู่บ่อยว่าเรื่องนี้มีการลงโทษแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาอื่น ยังเกิดขึ้นอยู่”


ซึ่งบริบทของแต่ละหน่วยงาน ตามอำนาจหน้าที่ของตัวเองก็มาช่วยกัน เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทุกหน่วยที่เข้าร่วมประชุมหารือเขาเห็นพ้องต้องกันว่าอยากเห็นสังคมที่ดีขึ้น


นายทวิชาญ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมหารือ จะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ อย่างครั้งแรกทางกกต.สงขลา เป็นเจ้าภาพ ครั้งนี้ ป.ป.ช.ภาค 9 ร่วมกับ ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสงขลา เป็นเจ้าภาพ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *