ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวถึงเหตุการณ์ความรุนแรงพื้นที่จชต. กรณีลอบยิงสส.พรรคประชาชาติ และข้อเรียกร้องสมาพันธ์สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา สถาบันปอเนาะ-ตาดีกา-เอกชน เสนอนายกฯให้ย้ายแม่ทัพภาค 4 พลโท /ผอ.รมน. ภาค 4 นรธิป โพยนอก ว่า

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นปัญหาเดิม ซึ่งเหตุการณ์ลอบยิงสส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สะท้อนการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ จากเดิมเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้เห็นต่างกับฝ่ายรัฐที่ใช้ปฏิบัติการณ์ของกฎหมาย ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
กรณีที่เกิดขึ้นกับสส.กมลศักดิ์ เป็นการใช้ความรุนแรงที่ผู้ก่อเหตุใช้เครื่องไม้เครื่องมือของรัฐ แม้มีการปฏิเสธว่าผู้ก่อเหตุไม่ได้อยู่ในราชการแล้ว หรือรถที่ใช้ก่อเหตุก็เป็นการยืม แต่ก็ไม่สามารถอธิบายให้กับสังคมยอมรับได้ เนื่องจากการใช้ความรุนแรงลักษณะนี้ยังมีอยู่และไม่เคยหายไปจากพื้นที่
”นี่เป็นสิ่งที่ประชาชนพบเห็น แต่ครั้งนี้ปรากฎหลักฐานชัดเจน พิสูจน์ได้ ก็ยิ่งยืนยันถึงการรับรู้ของประชาชนถึงการใช้ความรุนแรงนอกกฎหมายที่มีอยู่เดิม กระทบทต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐอย่างรุนแรง“
ผศ.ดร.กุสุมา กล่าวต่อว่า สิ่งน่ากังวลของกระบวนการในการหาทางออกจากความขัดแย้งคือ ความรุนแรงได้วนกลับมาอีกครั้งโดยไม่สามารถอธิบายให้เกิดความกระจ่างในความคิดของประชาชน
คำพูดของแม่ทัพภาค4 สะท้อนให้เห็นปัญหาหนึ่งที่ย้อนกลับมาทั้งๆ ที่เรื่องนี้เคยดีขึ้นคือ ทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐในการแก้ปัญหา ซึ่งหากเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในพื้นที่มายาวนานก็จะมีความระมัดระวัง มีการท้วงติงกัน มีการรักษาสมดุลตรงนี้อยู่ แต่ถ้าเป็นบุคลากรที่มาจากพื้นที่อื่นและขาดความเข้าใจ ยิ่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงมีบทบาทในการตัดสินใจในการปฏิบัติการและนโยบาย ก็ย่อมอยู่ในความสนใจของสาธารณะ จึงยิ่งต้องมีความระมัดระวังในการสื่อสารการพูดออกไป
“ที่ผ่านมาเราเคยบอกว่าคนที่จะมาทำงานในพื้นที่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจที่กว้างขวาง วันนี้จึงสะท้อนว่ายังมีจุดอ่อน เหมือนกับมันได้วนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว เราพยายามพูดคุยกันปรับนโยบายและแนวทาง กอ.รมน.ภ4 ส่วนหน้า หรือกองทัพภาคที่ 4 ที่อยู่ในพื้นที่นานมีประสบการณ์จะมีความเข้าใจและประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้เมื่อปฏิบัติการณ์สิ่งใดออกไป แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่ที่ย้ายเข้ามาไม่ระมัดระวังก็อาจสร้างผลกระทบได้ง่ายมากขึ้น ที่น่ากังวลคืออาจย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์ความขัดแย้งที่ผ่านมากว่าสิบปีที่เราพยายามแก้ปัญหา หรืออาจยิ่งขยายความขัดแย้งให้บานปลายออกไป”
การสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นบทบาทโดยตรงของรัฐบาลในขณะนี้ เป็นสิ่งที่ต้องทำซึ่งรัฐบาลได้แถลงนโยบายไปแล้วแม้ว่าจะขาดรายละเอียด แต่ก็มุ่งเน้น การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา
นายกรัฐมนตรีต้องพิสูจน์ให้เห็นตั้งแต่คำแรกคือ การบริหารแผ่นดินด้วยความเข้าใจ และผู้ปฏิบัติงานในระดับรองลงไป ฝ่ายความมั่นคง หรือผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกฯ ก็ต้องแสดงให้เห็นว่ามีความเข้าใจจริงๆ
แต่วันนี้เกิดคำถามว่า คำพูดของท่านได้สะท้อนถึงความเข้าใจหรือไม่อย่างไร หากความเข้าใจยังทำไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องแสดงเจตจำนงค์ในทางนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการกระทำ ในระยะแรกนี้คือการคลี่คลายคดีของท่านสส.กมลศักดิ์ให้กระจ่าง โปร่งใส
สอง เรื่องของโรงเรียนปอเนาะ ตาดีกา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ที่มีข้อเรียกร้องท้วงติงของสมาพันธ์สมาคมฯออกมา เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการที่ทำงานดูแลการศึกษาในพื้นที่มายาวนานและได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนเหล่านี้มาอย่างดี และศอ.บต.(ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ที่รับผิดชอบเรื่องการศึกษาในพื้นที่ ต้องออกมาบอกกล่าวหรืออธิบายให้สังคมโดยรวมได้เข้าใจ หรือสังคมบางส่วนที่มีความเข้าใจผิดว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะได้เข้าใจอย่างถูกต้อง เพราะเป็นที่ทราบกันตลอดมาว่าหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ได้เข้าไปดูแลปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน พัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อพิสูจน์ว่าสถานศึกษาเหล่านี้ไม่ใช่แหล่งบ่มเพาะ มีการติดตามและทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดมา


