โครงการ “สะเดา ยั่งยืน” มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหา
ยาเสพติดอย่างยั่งยืน โดยเน้นแนวทางที่ไม่ใช้ความรุนแรง และกระบวนการที่ครอบคลุมเพื่อสร้างชีวิตและชุมชนขึ้นมาใหม่
“NO DRUGS NO DEALERS”
โดยย้ำถึงปัญหายาเสพติดที่แพร่หลายในชุมชนว่า มักถูกแก้ไขอย่างผิวเผิน โดยเน้นที่การจับกุมไม่มีการฟื้นฟูหรือโอกาสที่เหมาะสมสำหรับอดีตผู้ใช้
แนวทางใหม่: สะเดา ยั่งยืน – โครงการ “สะเดา ยั่งยืน” ได้รับการแนะนำให้เป็นแนวทางที่แตกต่างกัน โดยเน้นที่การไม่ใช้ความรุนแรงและกระบวนการที่ครอบคลุมเพื่อสร้างชีวิตและชุมชนขึ้นมาใหม่อย่างยั่งยืน แบ่งเป็น 5 ระยะ
- ระยะที่ 1: การเอ็กซเรย์พื้นที่และกลุ่มเสี่ยง – ระยะนี้เกี่ยวข้องกับการสแกนชุมชนเชิงรุกเพื่อระบุบุคคลที่มีความเสี่ยงและผู้ใช้ยาเสพติดที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยความร่วมมือกับผู้นำท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุข ตำรวจ และผู้อยู่อาศัย
- ระยะที่ 2: การคัดกรองด้วยความเข้าใจ – การตรวจหาสารเสพติดโดยสมัครใจดำเนินการไม่ใช่เพื่อการจับกุม แต่เพื่อเชิญชวนบุคคลเข้าสู่ระบบการฟื้นฟูโดยไม่มีผลทางกฎหมาย โดยเชื่อว่าทุกคนสมควรได้รับโอกาสครั้งที่สอง
- ระยะที่ 3: การฟื้นฟูและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง – หลังจากการฟื้นฟูระบบปิดภายในชุมชน ทีมพี่เลี้ยงซึ่งประกอบด้วยตำรวจ อาสาสมัครสาธารณสุข และสมาชิกชุมชน จะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวจะยั่งยืน
- ระยะที่ 4: การเสริมสร้างชีวิตใหม่ด้วยอาชีพ – ตระหนักว่าการเลิกยาเสพติดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ โครงการจึงมีการฝึกอบรมอาชีพ อุปกรณ์เริ่มต้น และการรวมกลุ่มอาชีพในชุมชน (เช่น การทำพวงหรีด การเกษตร) เพื่อช่วยให้บุคคลสามารถหาเลี้ยงชีพได้
- ระยะที่ 5: การสร้างชุมชนที่ปลอดภัยด้วยพลังภายใน – โครงการจัดตั้งคณะกรรมการในระดับต่างๆ (ตำบล ชุมชน) เพื่อติดตามและปกป้องชุมชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจากผู้นำหมู่บ้าน ครูสอนศาสนา แม่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข และเยาวชน ซึ่งทั้งหมดทำหน้าที่เป็น “ดวงตา หู และหัวใจ” ของความยั่งยืน
- ผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง – เน้นย้ำถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของโครงการ โดยแสดงให้เห็นถึงการลดอัตราการกลับไปใช้ยาเสพติดอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มอดีตผู้ใช้ ผู้ที่ได้รับการฟื้นฟูจำนวนมากได้รับการบูรณาการกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างประสบความสำเร็จ และหลายชุมชนได้กลายเป็นหมู่บ้านต้นแบบที่ปลอดจากยาเสพติด





ทั้ง ยังให้เกิดความไว้วางใจเพิ่มขึ้นระหว่างผู้อยู่อาศัยและตำรวจ ซึ่งเกิดจากบทบาทที่สนับสนุนของตำรวจ
โครงการ “สะเดา ยั่งยืน” จึงเป็นมากกว่าความคิดริเริ่มในท้องถิ่น แต่เป็นแบบอย่างของความหวังที่สามารถนำไปใช้ซ้ำได้ทั่วประเทศไทย โดยเน้นว่าการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายหรือการประกาศ แต่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจอย่างแท้จริงและมือที่ช่วยเหลือ เป้าหมายสูงสุดคืออนาคตที่ประเทศไทยไม่ต้องกลัวคำว่า “ยาเสพติด” อีกต่อไป
ทั้งนี้ อำเภอสะเดา อยู่ในฐานะ “อันดับ 2” ของจังหวัดสงขลาที่มีสถิติการจับกุมยาเสพติดสูงสุด รองจากอำเภอหาดใหญ่ เป็นสิ่งที่สะท้อนสถานการณ์ปัญหาการระบาดของยาเสพติดในพื้นที่
อีกทั้ง การเป็นพื้นที่ชายแดน ก็เป็นช่องทางหลักของการลักลอบนำเข้ายาเสพติดด้วย


แหล่งข่าว เผยว่า การจับกุมในอำเภอสะเดาส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณด่านพรมแดน เส้นทางธรรมชาติ และพื้นที่แนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาเสพติดประเภท “ไอซ์” (เมทแอมเฟตามีนชนิดผลึก) ที่พบการจับกุมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับ “ยาบ้า” (เมทแอมเฟตามีน) ซึ่งยังคงเป็นยาเสพติดหลักที่ระบาดในพื้นที่
ปัจจัยที่ทำให้อำเภอสะเดา มีสถิติการจับกุมสูง ประกอบด้วย
- พื้นที่ชายแดน: การเป็นเมืองหน้าด่านที่ติดกับประเทศมาเลเซีย ทำให้มีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดผ่านด่านพรมแดนสะเดา และช่องทางธรรมชาติอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
- เส้นทางการค้าสำคัญ: สะเดาเป็นเหมือนประตูสู่ภาคใต้และเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่พื้นที่ตอนในของไทย
- เครือข่ายข้ามชาติ: พบว่าการจับกุมหลายคดีเชื่อมโยงกับเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ใช้ประโยชน์จากสภาพภูมิประเทศและช่องโหว่ในการควบคุม
โดยยาเสพติดที่ถูกจับกุมในอำเภอสะเดา ประกอบด้วย
- ยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน): ยังคงเป็นยาเสพติดที่พบมากที่สุด ทั้งในกลุ่มผู้เสพและผู้จำหน่ายรายย่อย
- ไอซ์ (เมทแอมเฟตามีนชนิดผลึก): มีแนวโน้มการจับกุมเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด โดยมักพบในปริมาณมาก และเกี่ยวข้องกับผู้ค้ารายใหญ่ รวมถึงการลักลอบนำเข้ามาเพื่อส่งต่อไปยังพื้นที่อื่น
- เฮโรอีน: แม้จะไม่มากเท่าสองประเภทแรก แต่ก็ยังคงมีการจับกุมได้บ้าง ซึ่งบ่งชี้ถึงการลักลอบนำเข้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เสพติดเรื้อรัง
เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ อาทิ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ได้เพิ่มความเข้มข้นในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดมาโดยตลอด ทั้งการตั้งจุดตรวจจุดสกัด การลาดตระเวนตามแนวชายแดน และการขยายผลจับกุมเครือข่ายผู้ค้า
ซึ่งสถิติการจับกุมในอำเภอสะเดาตอกย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน การประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการปฏิบัติการร่วมกันถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อตัดวงจรการลักลอบค้ายาเสพติดและลดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่


