26 ก.พ. 2569 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่อาคารรัฐสภา นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ารายงานตัวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 โดยระบุว่า เดินทางมารายงานตัวก่อนวันนัดหมายของพรรค เนื่องจากติดภารกิจในวันที่พรรคกำหนด จึงไปรายงานตัวที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน แล้วจึงเดินทางมายังรัฐสภาในวันเดียวกัน
สำหรับการสัมมนาพรรคภูมิใจไทย ระหว่างวันที่ 8-9 มีนาคมนี้ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า พรรคจัดสัมมนาก่อนเปิดสมัยประชุมทุกครั้ง ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติมาตั้งแต่ตนดำรงตำแหน่งมาแล้ว 2 สมัย โดยเนื้อหาหลักเป็นการละลายพฤติกรรม สร้างความคุ้นเคยระหว่าง ส.ส. และชี้แจงบทบาทหน้าที่ รวมถึงให้ความรู้เรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สิน และการจัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายต่อ กกต. ไม่ได้มีวาระหารือทางการเมืองตามที่มีกระแสข่าว
กรณีพรรคภูมิใจไทยมีจำนวน ส.ส. เพิ่มขึ้น จนอาจมีโควตาตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น นายณัฏฐ์ชนน ระบุว่า ขณะนี้พรรคยังไม่ได้เรียกประชุมหารือเรื่องตำแหน่งประธาน รองประธาน หรือกรรมาธิการต่าง ๆ เพราะต้องรอให้ ส.ส. รายงานตัวครบ และมีการเปิดประชุมสภาก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการเลือกประธานสภาตามขั้นตอนของฝ่ายนิติบัญญัติ

เมื่อถามถึงบุคคลที่เหมาะสมดำรงตำแหน่งประธานสภา นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า ภายในพรรคมีบุคลากรอาวุโสหลายคนที่มีความรู้ด้านกฎหมาย และมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติเหมาะสม ขึ้นอยู่กับมติของ ส.ส. และกรรมการบริหารพรรค
ส่วนกระแสข่าวชื่อของนายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ อาจได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานสภานั้น นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า ขณะนี้นายโสภณยังปฏิบัติหน้าที่รักษาการรองนายกรัฐมนตรี การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรค
ประเด็นข่าวว่าการสัมมนาที่บุรีรัมย์อาจมีการพูดคุยเรื่องพรรคการเมืองที่จะร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคกล้าธรรม นายณัฏฐ์ชนน ยืนยันว่า ไม่มีวาระดังกล่าว การสัมมนาเป็นเพียงกิจกรรมภายในเพื่อเตรียมความพร้อม ส.ส. เท่านั้น ส่วนเรื่องการเมืองเป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคดำเนินการ

กรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อาจเข้าร่วมสัมมนาด้วยนั้น นายณัฏฐ์ชนน ยืนยันว่า ในกำหนดการไม่มีชื่อนายเนวิน และกิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมของพรรค โดยมีเฉพาะหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเป็นผู้รับผิดชอบ
ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมา และความเป็นไปได้ที่อาจถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของ กกต. ในฐานะองค์กรอิสระที่จัดการเลือกตั้ง หากมีการกระทำผิดกฎหมายก็มีบทลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม และท้ายที่สุดเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังเชื่อมั่นในกระบวนการทำงานของ กกต. และไม่เห็นสัญญาณว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมามีความผิดกฎหมายตามที่ถูกกล่าวอ้าง.


