‘นอ.หาดใหญ่”สั่งตรวจเข้มข้นรับซื้อของเก่า“ร้านค้า-ซาเล้ง”

nop1

“นายอำเภอหาดใหญ่” สั่งตรวจเข้มร้านรับซื้อของเก่า หลังชาวบ้านร้องเรียนได้รับผลกระทบทรัพย์สินหาย กำชับกำนัน-ผญบ. จับ “ซาเล้ง” ขึ้นทะเบียน ควบคุมตั้งแต่ต้นทาง

นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เปิดเผย “ผู้สื่อข่าว” การตรวจสอบและให้คำแนะนำร้านค้าของเก่าในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ว่า ทางอำเภอให้ความสำคัญมากในเรื่องนี้ เนื่องจากปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เรื่องทรัพย์สินหายไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล หรือทรัพย์สินของส่วนราชการหายมาโดยตลอด

“ปีที่แล้ว ได้เรียกประชุมผู้ประกอบการร้านค้าของในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ทั้งหมด เพื่อที่ซักซ้อมการปฏิบัติตามกฎหมาย พระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พ.ศ. 2474“

นั่นคือการขายทอดตลาดและค้าของเก่า ซึ่งผู้ที่ประกอบอาชีพนี้จะต้องดำเนินการจดทะเบียนค้าของเก่า เพื่อที่เราจะได้ควบคุมในการดำเนินงาน


หลังจากที่มีการประชุมไปแล้ว ก็ได้มีการออกตรวจมาอย่างต่อเนื่อง พบว่ามีผู้ประกอบการที่ยังหลีกเลี่ยงละเลยเพิกเฉย ไม่มาขออนุญาต

ส่วนที่สอง ผู้ที่มีการขออนุญาตไปแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย เงื่อนไขที่กำหนด เช่นเรื่องการจดแจ้งบัญชีการขายต่าง ๆ หรือการแสดงลำดับที่ของสินค้าที่รับซื้อมา


“อันนี้เป็นช่องโหว่ของคนที่ไม่ค่อยสุจริต ของที่ลักมา ของที่ขโมยมา หรือไม่รู้ที่มา ก็ไปปรากฎอยู่ในร้านรับซื้อของเก่าต่างๆ จากการลงไปตรวจพบ”


ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวบ้านเขาบอกว่าได้รับความเดือดร้อน ในอำเภอหาดใหญ่ร้านรับซื้อของเก่าเยอะมาก ทั้งที่เป็นร้านที่ได้รับอนุญาตแล้ว และร้านที่ไม่ได้รับอนุญาต ฉะนั้น ต้องมีการบังคับใช้กฎหมาย ด้วยการจับกุมผู้ประกอบการที่ไม่ได้ขออนุญาต ทั้งขอนุญาตแล้วและร้านที่ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย


“เนื่องจากบางรายก็บ่นผ่านเฟซบุ๊กมาว่าเขาเดือดร้อน ชาวบ้านต้องจับโจรกันเองแล้ว อะไรทำนองนี้ ซึ่งเป็นภาพที่เราไม่อยากเห็นและปล่อยให้เกิดขึ้นในพื้นที่ จึงพยายามที่จะลดผลกระทบต่าง ๆ เหล่านี้” นายเอก กล่าว และว่า


หลังจากการจับกุมแล้ว ร้านรับซื้อของเก่าที่ไม่มาขออนุญาตก็เริ่มเข้ามาที่อำเภอหาดใหญ่ มาติดต่อสอบถาม ส่วนร้านที่เราเคยซักซ้อมไปแล้วก็ถือว่าได้ซักซ้อมไปอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับร้านรับซื้อของเก่าที่ยังไม่เข้าสู่ระบบ โดยร้านที่ยังไม่ได้อขออนุญาตก็ยังมีอยู่ แต่ก็ไม่มากแล้ว เนื่องจากมีการออกตรวจอย่างต่อเนื่อง

ส่วนที่มีการขออนุญาตไปแล้ เรื่องสำคัญคือการไม่จัดทำบัญชี เพราะตอนประชุมซักซ้อมไป เราบอกแล้วว่าสถานประกอบการคุณจะต้องติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดด้วย

“ตัวบัญชีก็มีแบบอยู่ วันนี้วันที่เท่าไหร่ คุณเอากระดาษ เอาลัง เอาขวด เอาเหล็ก เอาอะไรมาขายรับซื้อมาจาก นาย ก.ราคาเท่าไหร่ เวลาเท่าไหร่ มันบันทึกไว้หมด ต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนด้วยสำหรับคนมาขาย”


ถ้าเรามีการดำเนินการปฏิบัติอย่างนี้คนที่ไปลักขโมย ไปหยิบของเขา แล้วบอกว่าไม่รู้ว่าของเราแล้วหยิบเอามาขาย มันก็ไม่กล้าทำ เพราะมีการบันทึกข้อมูลคนขายอย่างละเอียด

นอกจากการตรวจสอบร้านรับซื้อของเก่าที่เป็นผู้ประกอบการแล้ว ในระดับเล็ก ๆ หรือที่เรียกว่าซาเล้ง ที่ตระเวนรับซื้อของเก่าในระดับพื้นที่ชุมชนทางอำเภอได้ออกแบบให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ซาเล้งที่รับซื้อหรือหาของเก่ามาขึ้นทะเบียนแล้วออกบัตรให้ถูกต้อง เพื่อตรวจสอบที่มาของเก่าตั้งแต่ต้นทาง ควบคุมไม่ได้ซาเล้งเหล่านี้ไปด้วย

“ซาเล้งเป็นต้นทางในการรับซื้อหรือเก็บของเก่าในชุมชน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีปัญหาอยู่พอสมควร เนื่องจากซาเล้งบางรายก็ไปหยิบของที่ชาวบ้านวางไว้ ก็หยิบหมด”

พอมาถึงขั้นตอนผู้ประกอบการที่เป็นร้านรับซื้อของเก่าก็รับของเก่าทั้งหมดมาจากซาเล้ง แต่ถ้ามาถึงร้าน ทางร้านมีการจัดทำบันทึกข้อมูลผู้ขาย ต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนมาแสดง เพื่อยืนยันว่ามาจากไหน ของเก่าที่นำมาขายได้มาอย่างไร ก็บันทึกไว้ เพราะมีของเก่าบางตัวก็เห็นอยู่แล้วว่าอย่างเช่น สายไฟ คุณก็ต้องดูให้ดีว่ามาจากไหน หัวก๊อกน้ำ ฝาคู เป็นต้น คุณก็ต้องดู

“นับจากนี้เป็นต้นไปและต่อเนื่องว่าร้านรับซื้อของเก่าจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเรื่องนี้เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งใคร”


นายเอก กล่าวต่อว่า เมื่อพบเจอว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็ต้องดำเนินการ จะมาอ้างว่าทำไม่ทันทำไม่ได้ ทำไม่ไหว ก็ต้องบอกว่าถ้าทำไม่ทัน ท่านก็ประกอบอาชีพอย่างนี้ไม่ได้


“ท่านจะต้องจดไว้ก่อนได้ แล้วท่านค่อยมาเรียบเรียงในเวลาที่ท่านว่าง เพราะว่าท่านไม่ได้รับซื้อของเก่าทั้งวัน ถ้าเอาตามสภาพความเป็นจริง มันไม่ได้ยากเย็นเกินว่าที่เราจะปฏิบัติ”


เพราะ ฉะนั้น ฝากแจ้งเตือนไปยังร้านรับซื้อของเก่าและซาเล้งรับซื้อของเก่าว่าเราต้องช่วยสังคมด้วย คนที่เขาเดือดร้อนเขาก็เดือดร้อนจริง ๆ แต่เราได้เงิน ได้ทอง มันก็ไม่เป็นธรรมกับสังคมระเบียบกฎหมายทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ อยากจะฝากไว้เป็นแง่คิด เพราะบางคนก็ที่ไปจับกุมก็บอกว่านายอำเภอจับให้หมดสิ ไม่มีร้านไหนทำได้หรอกอย่างนี้ มันก็คงไม่ใช่


“ถ้าเราพูดกันอย่างนี้ แล้วทรัพย์ของชาวบ้านที่หายล่ะ เราจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นคุณคิดจะประกอบอาชีพนี้ คุณก็จะต้องรู้ว่าเขามีกฎหมายว่ายังไง”


แต่ถ้าคุณไม่ทำก็เหมือนกับคุณส่อเจตนานั่นแหละ อันนี้พูดมาเยอะแล้ว ไม่ใช่ว่าอำเภอไม่เคยประชุมชี้แจง แต่ทำมาหมดแล้ว จนชาวบ้านจะต้องมาแก้ปัญหากันเองแล้ว แต่ถ้าสุดท้ายชาวบ้านทนไม่ไหว แล้วลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาดังกล่าวด้วยตัวเอง อันนี้ก็จะหนักเข้าไปอีก เราไม่ต้องการให้เกิดภาพอย่างนั้น เพราะเราไม่ใช่รัฐล้มเหลว


“เรามีเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองที่จะดูแลให้ความเป็นธรรม ให้ความยุติธรรมกับประชาชนอยู่”


โดยเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 นายอำเภอหาดใหญ่ พร้อมด้วย นายธีรเดช จันมณี ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง นายประชา ชุมเพ็ชร ปลัดอำเภอผู้รับผิดชอบงานปกครอง พร้อมบุคลากรจากที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าของเก่าย่านถนนโชคสมานคุณ 5 ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ พบว่าร้านดังกล่าวประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตและฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พ.ศ. 2474 มาตรา 8 รวม 3 ข้อ ได้แก่ ไม่ได้แสดงคำแจ้งความแห่งการขายทุกคราวไว้ ณ สถานที่ขาย

ไม่ปรากฏผู้ขายทอดตลาดประจำอยู่และพร้อมแสดงใบอนุญาตเมื่อตรวจสอบ และไม่จัดทำเลขลำดับปิดไว้บนของเก่าให้ตรงกับสมุดบัญชี เจ้าหน้าที่จึงได้ทำสำนวนส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *